ฟู่เฟิงอันไม่พูดอะไรสักคำ สุดท้ายก็หน้าเขียวคล้ำแล้วก้าวยาว ๆ จากไป
ฉินยู่มองแผ่นหลังนั้น มือที่กำแก้วไวน์ค่อย ๆ บีบแน่นขึ้นทีละนิด
เขาหันกลับมา เห็นหวานหลี่นอนหงายอยู่บนเก้าอี้ผ้าใบ มุมปากประดับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ได้ดั่งใจ
“พี่ชายผมพูดอะไรกับคุณบ้าง?” ฉินยู่เอนตัวลงนอนข้างเธอ น้ำเสียงตึงเครียดเล็กน้อย
หวานหลี่มองใบปาล์มที่พลิ้วไหวอย่างไม่ใส่ใจ “เขายังไม่ทันได้พูดอะไร คุณก็เข้ามาแล้ว”
“แล้วทำไมคุณถึงยิ้มมีความสุขขนาดนั้น?” ฉินยื่นแก้วไวน์ให้เธอ
หวานหลี่จิบไวน์หนึ่งอึก ของเหลวเย็นเฉียบไหลผ่านลำคอ “คุณมาได้ทันเวลาพอดี ฉันเลยรอดจากการโดนเขาเหน็บแนมประชดประชัน จะไม่ให้ดีใจได้ยังไง?”
พอฉินยู่ได้ยิน ใจก็หนักอึ้ง ความรู้สึกผิดถาโถมเข้ามาราวกับคลื่น “ขอโทษนะ อาหลี่... ผมไม่รู้ว่าเขาจะทำกับคุณ...”
“พอแล้ว” หวานหลี่ตัดบท ลุกขึ้นจากเก้าอี้ผ้าใบอย่างคล่องแคล่ว ผ้าเช็ดตัวเลื่อนหลุดลงมาเล็กน้อยตามการเคลื่อนไหว
“ฉินยู่ คุณไม่ได้บอกว่าจะพาฉันไปเดินช้อปปิ้งเหรอ รีบหน่อยสิ ช้ากว่านี้พระอาทิตย์ก็ตกแล้ว...”
……
ยามพลบค่ำ ฟู่เฟิงอันลงมารับประทานอาหารเย็น ก็พอดีกับที่หวานหลี่และฉินเจินหิ้วถุงช้อปปิ้งพะรุงพะรังกลับมา
ทั้งสองคนถือถุงช้อปปิ้งกันเต็มมือ เดินคุยหัวเราะกันอย่างออกรส
ตอนเดินผ่านฟู่เฟิงอัน ฉินเจินเอ่ยทัก “พี่เฟิงอัน”
หวานหลี่ไม่แม้แต่จะเงยหน้า เดินผ่านเขาไปตรง ๆ
ฟู่เฟิงอันค่อย ๆ หันหน้าไปมอง ก่อนจะหลุบตาลง
