เลยเวลาเคอร์ฟิวของหอพักมานานแล้ว หวานหลี่จึงกลับเข้าไปไม่ได้
เธอหาโรงแรมใกล้ ๆ ได้แห่งหนึ่ง ขอพลาสเตอร์ปิดแผลจากพนักงานต้อนรับมาสองสามแผ่น อาบน้ำเสร็จเงยหน้ามองนาฬิกา ก็พบว่าเลยตีสามไปแล้ว
แทบจะทันทีที่หัวแตะหมอน เธอก็หลับไป
วันรุ่งขึ้นพอถูกนาฬิกาปลุกปลุกให้ตื่น ทั้งตัวก็เหมือนถูกสูบเรี่ยวแรงออกไปจนหมด หัวหนักอึ้ง ขาอ่อนปวกเปียก
แต่ถึงอย่างไรก็ยังต้องไปเรียน
เธอฝืนลุกขึ้นมา ล้างหน้าแปรงฟันเสร็จก็มองตัวเองในกระจก เห็นใต้ตาคล้ำเขียว จึงไปขอหน้ากากอนามัยจากพนักงานต้อนรับอีกชิ้น
พอไปถึงมหาวิทยาลัย อารมณ์ก็ยิ่งหม่นลงไปอีก วันนี้มีเรียนไม่มากนัก แต่เพราะโครงการซินหั่วที่โจวเจิ้งมอบให้ เธอจึงยังต้องไปฟังบรรยายพิเศษอีกหนึ่งรอบ
ทั้งวันเธอเหมือนเดินละเมอ ในที่สุดก็ทนเรียนจนหมดทุกคาบ หวานหลี่รีบกลับหอทันที ตั้งนาฬิกาปลุกไว้ตอนสองทุ่ม เตือนตัวเองให้ตื่นขึ้นมาเตรียมตัวสำหรับการคัดเลือกรอบสองในวันพรุ่งนี้
ดังนั้น พอเสียงโทรศัพท์ดึงเธอออกจากห้วงนิทรา ความหงุดหงิดที่ไม่รู้ว่ามาจากไหนก็พุ่งขึ้นมาถึงขีดสุดแทบจะในทันที
โจวเจิ้งได้ยินเสียงอู้อี้งัวเงียของหวานหลี่ก็ชะงักไปหนึ่งวินาที จะโทษเขาที่เผลอคิดไปไกลก็คงไม่ได้
“ทำไมถึงนอนตั้งแต่เวลานี้ล่ะ?” เขาเหลือบมองเวลา เพิ่งจะหกโมงกว่าเอง
“เมื่อคืนหลู่หลูไปผับ ฉันเลยต้องไปรับ วุ่นวายกันจนดึกมาก วันนี้เรียนเต็มวัน แล้วยังไปฟังบรรยายของโครงการซินหั่วอีก… กลับมาถึงก็หมดแรงแล้ว”
