เสิ่นเยว่ฮวาเห็นท่าทีไม่สะทกสะท้านของหลินฝานแล้ว ไฟโทสะในใจก็ปะทุขึ้นมาอีกครั้ง
ดูท่าการพูดจาเหน็บแนมคงไม่ได้ผลกับเด็กคนนี้
ลูกวัวแรกเกิดไม่กลัวเสือ พูดให้เข้าใจง่ายก็คือยังไม่เคยเห็นโลกกว้าง ไม่รู้เลยว่าตระกูลฉู่อยู่ในชนชั้นแบบไหน
เธอตัดสินใจเปลี่ยนกลยุทธ์ ใช้รากฐานและบารมีของชนชั้นที่จับต้องได้ บดขยี้จินตนาการของเด็กคนนี้ให้สิ้นซาก
เสิ่นเยว่ฮวายกแก้วน้ำขึ้นมา มือขวายกขึ้นจัดปอยผมข้างหู
เมื่อแขนเสื้อเลื่อนลง กำไลหยกสีเขียวมรกตก็เผยออกมา
กำไลวงนี้เนื้อหยกใสจัด สีเขียวทั่วทั้งวง สะท้อนแสงเย็นเยียบจาง ๆ ใต้แสงไฟในห้องอาหาร มองปราดเดียวก็รู้ว่าไม่ใช่ของธรรมดา
“หลินฝาน บางอย่างที่สั่งสมมานาน ไม่ใช่แค่ทำอาหารเป็นแล้วจะทดแทนกันได้”
เสิ่นเยว่ฮวาวางแก้วน้ำลง ปลายนิ้วลูบกำไลบนข้อมือเบา ๆ “เห็นกำไลวงนี้ไหม?”
หลินฝานมองตามไป แต่ไม่ได้พูดอะไร
“กำไลวงนี้ รองประธานหวังแห่งสมาคมนักสะสมประจำมณฑลเป็นคนตรวจดูให้ฉันด้วยตัวเอง แล้วช่วยประมูลมาให้ เป็นหยกเขียวจักรพรรดิแท้ ๆ ราคาตั้ง 3.8 ล้าน”
เสิ่นเยว่ฮวาจ้องหลินฝาน “ฉันเข้าใจนะว่าคนหนุ่มสาวสมัยนี้ชอบอ่านนิยายสะใจในอินเทอร์เน็ต ชอบคิดว่าตัวเองเป็นตัวเอกที่มีพรสวรรค์แต่ไม่มีโอกาส ขอแค่มีโอกาสก็จะทะยานขึ้นฟ้าได้”
“แต่ความจริงมันโหดร้าย เงิน 3.8 ล้าน สำหรับตระกูลฉู่ก็เป็นแค่เงินเหลือ ๆ เอาไว้ซื้อของเล่นชิ้นเล็ก ๆ แต่สำหรับนายล่ะ?”
“คิดว่าต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหนถึงจะซื้อได้สักเศษเสี้ยวของมัน? 10 ปี? 20 ปี? หรือทั้งชีวิต?”
ฉู่หว่านหนิงที่นั่งอยู่บนโซฟาในห้องรับแขกได้ยินคำพูดนี้ สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที
คำพูดของแม่แรงเกินไปแล้ว
เอาเครื่องประดับโบราณราคาหลายล้านมาข่มนักศึกษาใหม่ปีหนึ่ง แบบนี้แทบไม่เหลือศักดิ์ศรีให้หลินฝานเลย
แม้เมื่อครู่หลินฝานจะซุกซนใต้โต๊ะ จนแกล้งเธอเสียจนแทบแย่ แต่พอได้ยินแม่พูดจาดูถูกเขาขนาดนี้ ฉู่หว่านหนิงกลับรู้สึกอึดอัดใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
เธอกำลังจะลุกขึ้นไปช่วยหลินฝานแก้สถานการณ์
