หลังมื้อเช้า ทั้งสามคนนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร บรรยากาศเริ่มแปลก ๆ ขึ้นมาเล็กน้อย
เสิ่นเยว่ฮวาไม่เคยคิดฝันเลยว่า ตัวเองซึ่งเป็นถึงประธานกลุ่มบริษัทฉู่ จะถูกบะหมี่น้ำใสชามหนึ่งที่ไม่มีแม้แต่หมูสับมัดมือชกได้
กินของเขาแล้วก็พูดไม่ออก รับของเขาแล้วก็ปฏิเสธยาก
เสิ่นเยว่ฮวาที่โลดแล่นในแวดวงธุรกิจมาหลายสิบปี ย่อมเข้าใจหลักการนี้ดี
แต่สถานการณ์ตอนนี้เกี่ยวพันกับเรื่องใหญ่ตลอดชีวิตของลูกสาว จะให้ยอมอ่อนข้อเพียงเพราะมื้ออาหารมื้อเดียวไม่ได้เด็ดขาด
เธอโยนกระดาษทิชชูลงถังขยะ ก่อนหันกลับมาจับจ้องหลินฝานอีกครั้ง
“ฝีมือทำบะหมี่ก็ใช้ได้ ในหมู่คนวัยเดียวกันถือว่าไม่เลว”
เสิ่นเยว่ฮวาพยายามกู้หน้ากลับมา น้ำเสียงแข็งกร้าว “แต่หลินฝาน ชีวิตไม่ใช่การเล่นขายของ และชีวิตคู่ก็ไม่ได้ยืนยาวได้ด้วยบะหมี่ชามเดียว”
ฉู่หว่านหนิงยืนอยู่ข้าง ๆ เห็นท่าทีของแม่คล้ายจะยอมอ่อนลง จึงกำลังจะพูดแทรกเพื่อช่วยไกล่เกลี่ย แต่กลับถูกเสิ่นเยว่ฮวาถลึงตาใส่จนต้องหุบปาก
“หุบปากไป วันนี้ยังไม่ถึงตาแกพูด!”
เสิ่นเยว่ฮวาหันไปมองหลินฝานด้วยสายตาคมกริบ “หลินฝานใช่ไหม? ในเมื่อพวกเธอจดทะเบียนสมรสกันแล้ว ฉันก็จะพูดตรง ๆ”
“ตระกูลฉู่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเงิน เพราะเราไม่เคยขาดเงิน แต่ช่องว่างระหว่างชนชั้นเป็นเรื่องที่มีอยู่จริง ไม่ใช่สิ่งที่นายจะลบล้างได้ด้วยคำพูดสวยหรูไม่กี่ประโยค”
เสิ่นเยว่ฮวาประสานมือวางบนโต๊ะอาหาร โน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย “หว่านหนิงได้รับการศึกษาระดับหัวกะทิมาตั้งแต่เด็ก คลุกคลีอยู่ในแวดวงชั้นสูง เสื้อผ้าตัวหนึ่งหรือกระเป๋าสักใบของเธอ อาจมีราคาเท่ากับเงินเดือนหลายปีของคนธรรมดา”
