เช้าวันถัดมา แสงแดดส่องลอดช่องหน้าต่างบานใหญ่ ทอดเงาพร่างพรายลงบนพรม
“ติ๊งต่อง! ติ๊งต่อง! ติ๊งต่อง—”
เสียงกริ่งประตูดังถี่ก้องไปทั่วห้องชุดขนาดใหญ่ที่เงียบสงัด
บนเตียงใหญ่ ฉู่หว่านหนิงสะดุ้งตื่นขึ้นมา “กี่โมงแล้ว!”
เธอผุดลุกขึ้นนั่งอย่างลนลาน ผ้าห่มผืนบางเลื่อนหลุด เผยผิวเนื้อขาวผ่องต่ออากาศเย็น
ความเหนื่อยล้าจากเมื่อคืนทำให้สมองของเธอยังมึนงงอยู่บ้าง
“แย่แล้ว ๆ วันนี้ช่วงเช้ายังมีประชุมสัมมนาสำคัญที่คณะ ถ้าสายละก็แย่แน่!”
ฉู่หว่านหนิงรีบคว้าเสื้อผ้าที่กระจัดกระจายอยู่บนพรม พอขยับตัว ความเมื่อยล้าที่ขาทั้งสองข้างก็ทำเอาเธอเกือบทรุดกลับลงไปบนเตียง
ตอนนั้นเอง หลินฝานโอบเอวเธอไว้ ก่อนออกแรงดึงกลับเข้าไปในผ้าห่มอุ่น ๆ
“ศาสตราจารย์ฉู่”
หลินฝานพิงหัวเตียง ใช้มือข้างหนึ่งเท้าคาง “วันนี้วันเสาร์ ไม่ต้องไปสอนหรอก”
ฉู่หว่านหนิงชะงักไปสองวินาที สมองที่ยังสับสนถึงค่อยกลับมาทำงาน
วันเสาร์? ไม่ต้องไปสอน?
เธอถอนหายใจยาว เส้นประสาทที่ตึงเครียดพลันผ่อนคลายลง
แต่เพียงครู่เดียว เสียงกริ่งประตูก็ดังขึ้นอีกครั้ง ตามมาด้วยเสียงเคาะประตูหนัก ๆ
“หว่านหนิง! เปิดประตู! ฉันรู้ว่าเธออยู่ข้างใน!”
พอได้ยินเสียงนั้น ฉู่หว่านหนิงก็แข็งทื่อไปทั้งตัว
ไม่ใช่แม่จอมควบคุมของเธอ แต่เป็นซูปิงชิง เพื่อนสนิทซี้ปึ้กต่างหาก!
“แย่แล้ว!”
ใบหน้าสวยของฉู่หว่านหนิงซีดเผือด ยิ่งกว่าตอนถูกหลินฝานกดลงบนโต๊ะทำงานเมื่อคืนเสียอีก
ถ้าซูปิงชิงมาเห็นผู้ชายซ่อนอยู่ในห้องเธอ แถมยังเป็นนักศึกษาปีหนึ่งด้วยล่ะก็ ด้วยปากจัดและความช่างสังเกตของผู้หญิงคนนั้น ชาตินี้เธอคงไม่มีหน้าไปเจอกันอีกแน่!
“ห้ามขยับนะ! อยู่บนเตียงนี่แหละ ห้ามออกมาเด็ดขาด!”
ฉู่หว่านหนิงกดเสียงต่ำเตือนเขา แล้วคว้าเสื้อคลุมผ้าไหมสีแชมเปญมาสวมลวก ๆ รวบผมยาวยุ่งเหยิงอย่างลวกมือ ก่อนวิ่งเท้าเปล่าออกไป
เมื่อมองแผ่นหลังที่หนีเตลิดของเธอ หลินฝานก็หัวเราะเบา ๆ เอามือรองท้ายทอยแล้วมองการแจ้งเตือนจากระบบที่เด้งขึ้นมาไม่หยุด
