ใต้แสงเทียนที่ไหววูบ ฉู่หว่านหนิงวางมีดกับส้อมในมือลง
สเต๊กเวลลิงตันบนจานถูกเธอกินจนเกลี้ยง แม้แต่ซุปครีมเห็ดฝรั่งเศสสองถ้วยก็หมดไม่เหลือ
ฉู่หว่านหนิงหยิบกระดาษเช็ดปากออกมา ค่อย ๆ ซับริมฝีปากสีแดงที่มันวาว
เมื่อสติค่อย ๆ กลับคืนมา พอนึกถึงท่าทางที่ตัวเองกินอย่างเอร็ดอร่อยเมื่อครู่ ซึ่งไอ้ตัวแสบฝั่งตรงข้ามเห็นเข้าเต็มตา แก้มก็เริ่มร้อนผ่าวอีกครั้ง
ไม่ได้แล้ว จะอยู่ต่อไปไม่ได้
ฉู่หว่านหนิงลุกขึ้นยืน ข่มความกระวนกระวายในใจไว้สุดกำลัง ก่อนแสร้งทำเป็นสงบนิ่ง “ฉันอิ่มแล้ว จะไปพักผ่อน”
เพิ่งก้าวออกไปได้ก้าวเดียว ข้อมือก็ถูกกระชากรั้งไว้แน่น
หลินฝานยื่นมือขวาคว้าข้อมือเธอไว้ “กินเสร็จแล้วคิดจะชิ่งเลยหรือไง?”
หัวใจฉู่หว่านหนิงกระตุก เธอพยายามสะบัดมือออก “ปล่อยนะ! ฉันจะกลับห้องไปนอน!”
หลินฝานหัวเราะเบา ๆ ก่อนกระตุกข้อมือกลับอย่างแรง
“อ๊ะ!”
ฉู่หว่านหนิงร้องตกใจ ร่างเสียหลักในทันทีและเซถลาเข้าไปในอ้อมอกของหลินฝาน
ยังไม่ทันได้ตั้งตัว หลินฝานก็โอบเอวบางของเธอไว้ แล้วลุกขึ้นก้าวขายาว ๆ กึ่งดันกึ่งประคองเธอไปยังริมสุดของห้องนั่งเล่น
“หลินฝาน! นายบ้าไปแล้วเหรอ! ปล่อยฉัน!”
ฉู่หว่านหนิงลนลานขึ้นมาจริง ๆ ใช้สองมือทุบไหล่หลินฝานอย่างแรง
หลินฝานทำราวกับไม่ได้ยิน ยังคงเดินต่อไป
กระทั่งแผ่นหลังแนบกับความเย็นเยียบ ฉู่หว่านหนิงถึงเพิ่งรู้ตัวว่าเธอถูกหลินฝานต้อนจนมุมอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ในห้องนั่งเล่นแล้ว
