พอถึงสองทุ่ม ห้องพักผู้ป่วยเดี่ยวก็เงียบสงบลงเสียที
เสิ่นว่านซาน หลิวฮุ่ยเจิน เฮ่อเจี้ยนจวิน และพวกพ้องส่งเสียงเอ็ดตะโรอยู่ในโรงพยาบาลมาตลอดบ่าย
เสิ่นหวยเห็นว่าพวกเขาหนวกหูจนซูเนี่ยนเหอพักผ่อนไม่ได้ จึงไล่กลับแบบไม่ไว้หน้า แล้วสั่งให้เลขาโจวส่งรถไปขนทุกคนกลับคฤหาสน์ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ
ไม่มีใครได้อยู่ต่อสักคน
ในห้องพักผู้ป่วยกว้างใหญ่จึงเหลือเพียงครอบครัวสี่คน
ตอนนี้ฤทธิ์ยาชาของซูเนี่ยนเหอหมดไปแล้ว แผลผ่าตัดเริ่มปวดตุบ ๆ
เธอสวมชุดผู้ป่วยตัวหลวม ผมยาวสยายอยู่บนหมอน ใบหน้าขาวผ่องงดงามมีสีซีดจางเพราะอ่อนเพลีย ร่างกายเอนพิงหัวเตียงที่ปรับยกขึ้นอย่างเกียจคร้าน
เสิ่นหวยลากเก้าอี้มานั่งข้างเตียงอย่างผึ่งผาย
เขาเปลี่ยนจากสูทสีดำเป็นชุดอยู่บ้านสีเข้มเนื้อนุ่ม นิ้วยาวกำลังแกะส้มอย่างเชื่องช้า
“ยังเจ็บอยู่ไหม?” เสิ่นหวยยื่นกลีบส้มที่แกะจนสะอาด ไม่มีใยสีขาวติดเหลือแม้แต่น้อยไปจ่อริมฝีปากเธอ
ซูเนี่ยนเหออ้าปากงับ น้ำส้มรสเปรี้ยวหวานแผ่ซ่านในปาก เธอส่ายหน้า “ไม่ค่อยเจ็บแล้ว นายอย่าขมวดคิ้วตลอดสิ เห็นแล้วฉันยังเหนื่อยแทนเลย”
เสิ่นหวยไม่ตอบ เพียงหยิบกระดาษทิชชูมาเช็ดมุมปากให้เธอ
สายตาของเขาหยุดอยู่ที่หน้าท้องเธอ ยิ่งมองก็ยิ่งปวดใจ
ซูเนี่ยนเหอมองตามสายตาเขา แล้วหันไปมองเตียงเด็กที่วางเรียงอยู่ข้างกัน
เด็กน้อยสองคนห่อตัวอยู่ในผ้าอ้อมนุ่ม ๆ หลับตาพริ้มอย่างเป็นสุข แก้มแดงระเรื่อ
