ผลจากเมื่อคืนที่กว่าจะเลิกวุ่นวายกันก็เกือบเที่ยงคืน คือวันรุ่งขึ้นตอนซูเนี่ยนเหอนั่งอยู่หน้าโต๊ะทำงาน แค่นิ้วที่จับปากกาหมึกซึมก็ยังปวดเมื่อย
วันนี้ซูเนี่ยนเหอตั้งใจเลือกเสื้อไหมพรมคอสูงมาสวม ปิดรอยแดงสะดุดตาหลายจุดตรงข้างลำคอไว้อย่างมิดชิด
แสงแดดส่องผ่านหน้าต่างกระจกเข้ามาในห้องทำงานของผู้อำนวยการโรงงานบนชั้นสอง ตกกระทบพื้นเป็นแนวยาว
ซูเนี่ยนเหอมองเอกสารบนโต๊ะที่กองพะเนินราวกับภูเขาลูกเล็ก ๆ แล้วก็หมดแรงจะทำอะไรขึ้นมาทั้งตัว
ทางซ้ายเป็นใบส่งสินค้ากองหนา ทางขวาเป็นบัญชีลงเวลาของคนงานในแผนกผลิต ส่วนตรงกลางยังมีรายละเอียดการจัดซื้อผ้าที่ส่งมาจากเมืองหยางเฉิงกางอยู่
จูหยวนหยวนหอบแฟ้มปกสีน้ำเงินสองเล่ม ใช้เท้าดันประตูไม้ห้องทำงานให้เปิด ก่อนจะเดินพรวดพราดเข้ามา
“ผู้อำนวยการซู ห้างสรรพสินค้าในเมืองหลวงมณฑลโทรมาแล้วค่ะ” จูหยวนหยวนวางแฟ้มลงบนโต๊ะ “เสื้อโค้ตผ้าวูลรุ่นฤดูใบไม้ร่วงกับฤดูหนาวขายหมดเกลี้ยง เขาเร่งให้เราส่งสินค้าค้างสต๊อกไปให้เร็ว ๆ แล้วก็หัวหน้าแผนกผลิตของแผนกสองบอกว่า สายพานของสายการผลิตหมายเลขสามเก่าและขาด ต้องหยุดงานครึ่งวันเพื่อซ่อมค่ะ อีกเรื่องคือซัพพลายเออร์ผ้าทางเมืองหยางเฉิงส่งโทรเลขมาบอกว่า ผ้าวูลแท้ล็อตหน้าจะขึ้นราคาหลาละห้าเหมา ถามว่าเราจะเซ็นสัญญาหรือเปล่า”
ซูเนี่ยนเหอฟังรายงานยาวเหยียดแล้วรู้สึกหูอื้อไปหมด
เธอกำดินสอแดงน้ำเงินที่เหลืออยู่ครึ่งแท่ง จิ้มลงบนใบสั่งซื้อสองที ปลายดินสอก็หักดัง “เป๊าะ”
“ขึ้นราคาห้าเหมาเหรอ ทำไมไม่ไปปล้นเอาเลยล่ะ” ซูเนี่ยนเหอโยนดินสอที่หักลงบนโต๊ะ เอนหลังพิงเก้าอี้หนังตัวใหญ่ด้วยท่าทางเหนื่อยหน่ายจนแทบหมดอาลัยตายอยาก “บอกทางเมืองหยางเฉิงไปว่าไม่เซ็น อยากขายให้ใครก็ขายไป เมืองเจียงซื่อไม่ได้มีซัพพลายเออร์เจ้าเดียวสักหน่อย”
