"ข้ามิได้ทวงสินสอดคืน ครั้นจะคิดเอาค่าสินสอดที่บ้านเราออกทุนให้เขาอ่านหนังสือเล่า ข้าเพียงขอซุ่ยซุ่ยมาก็พอ" หลินซิ่วเหนียงปาดน้ำตา ย่อตัวลงกอดบุตรสาว "ท่านแม่ ข้าขาดซุ่ยซุ่ยมิได้"
ยายแก่หลินฟังแล้วโล่งอก "ซุ่ยซุ่ยตามเจ้ากลับมาแล้ว เหตุใดเจ้ายังร่ำไห้อีกเล่า? มาเถิด ตามแม่เข้าบ้านพักเสียหน่อย"
ยายแก่หลินหมุนตัวเดินไปยังเรือนโถง ปากก็พร่ำบ่นไปตลอดทาง "โชคดีนักที่ยายยังมิได้ส่งไก่ไปให้บ้านนั้น มิเช่นนั้นก็จะตกเป็นของพวก白眼狼*นั้นเปล่า! ค่ำนี้แม่จะตุ๋นไก่ ให้พวกเราสามคนแม่ลูกได้กินกัน"
ฟังคำบ่นของมารดา หลินซิ่วเหนียงก็อดมิได้ที่จะหัวเราะทั้งน้ำตา มารดานางเป็นเช่นนี้เสมอ เรื่องใด ๆ ในสายนางล้วนมิใช่เรื่อง! ต่อหน้ามารดาเท่านั้น หัวใจนางจึงสงบมั่นคง
"ซุ่ยซุ่ย พวกเราเข้าบ้านกัน" หลินซิ่วเหนียงเช็ดคราบน้ำตาที่หางตา จูงมือบุตรสาวเดินตามมารดาเข้าไปในเรือนโถง
ยายแก่หลินรินน้ำเชื่อมให้แม่ลูกถ้วยละหนึ่ง พลางยิ้มกล่าว "มาเถิด ดื่มน้ำหวานให้ชุ่มคอเสียหน่อย โจวเหยียนจือกล้าดีหย่าเจ้า นั่นเป็นเคราะห์ของเขา! ซิ่วซิ่วเด็กดีเช่นนี้ จะกลัวไม่มีผู้ใดสู่ขอหรือ?"
ที่ตระกูลโจวต้องตรากตรำทุกวัน หายากว่างเว้น หลินซิ่วเหนียงครั้นกลับมาบ้านเดิม ก็กลับกลายเป็นเด็กสาวที่อยู่ในอ้อมกอดทะนุถนอมของมารดาดังเดิม งานใด ๆ ล้วนมิให้นางแตะต้อง ให้แต่นางพักผ่อนเสียให้ดี
หลินซิ่วเหนียงจะอยู่ว่างได้อย่างไร ยายแก่หลินปะเสื้อผ้า นางก็ช่วยจัดด้าย ยายแก่หลินทำอาหาร นางก็ช่วยสุมไฟ
โจวซุ่ยนั่งบนเสื่อหญ้าที่ท่านยายปูไว้ให้เป็นพิเศษ พลางคัดเลือกหินกรวดที่เก็บได้วันนี้ พลางตั้งหูฟังท่านยายกับท่านแม่ซุบซิบเรื่องในหมู่บ้าน
แสงสุดท้ายของอาทิตย์อัสดงสาดส่องลงในเรือนชาวนาหลังน้อย อบอุ่น แผ่วเบา ภาพหนึ่งของความสงบร่มเย็น กาลสงบงาม
ทานอาหารค่ำเสร็จ ฟ้าก็ค่อย ๆ มืดมิดลง
ยายแก่หลินอุ้มผ้าห่มชุดใหม่ออกมา เรียกแม่ลูกโจวกลับเรือนพัก ห้องที่หลินซิ่วเหนียงเคยอยู่ก่อนออกเรือนนั้นนางทำความสะอาดทุกวัน ภายในสะอาดเรียบร้อย ปูผ้าห่มก็พักได้เลย
โจวซุ่ยดึงชายเสื้อผู้เป็นแม่เบา ๆ เงยหน้าน้อยขึ้นมองนาง "ท่านแม่ ไปบอกท่านยายเถิด"
หลินซิ่วเหนียงตะลึงชั่วครู่ ก็พลันเข้าใจ รีบถามเสียงเบา "พวกเราเหลือเวลาอีกกี่วัน?"
"หลังจากอดีตพ่อออกจากหมู่บ้านไปไม่ถึงสิบวัน เขาคงจะออกเดินทางในวันมะรืน" โจวซุ่ยครุ่นคิดแล้วตอบ
เวลาที่เหลือให้นางนั้นมิมากแล้ว ต่อให้นางมีมิติค้ำจุน แต่ภายนอกบางสิ่งก็ต้องเตรียมการแต่เนิ่น ๆ ให้พร้อม มิเช่นนั้นจะอธิบายที่มาของเสบียงได้อย่างไร?
อีกประการหนึ่ง ในปียามทุพภิกขภัย ผู้คนล้วนดื่มข้าวต้ม แทะหมั่นโถวแข็ง มีแต่บ้านตัวที่กินข้าวสวยบะหมี่ขาวสลับกันทุกวัน กลัวผู้ใดมิมาช่วงชิงหรือ?
ยายแก่หลินปูผ้าห่มเสร็จแล้วหันมา ก็เห็นแม่ลูกคลอเคลียกระซิบกระซาบกัน "กระซิบอะไรกัน? รีบไปล้างโน่นแล้วขึ้นเตียงพักเถิด"
"ท่านแม่ ข้าและซุ่ยซุ่ยมีเรื่องจะกล่าวกับท่าน" หลินซิ่วเหนียงขมวดคิ้วงาม
ในบ้านบัดนี้เหลือเพียงนางแม่ลูกและมารดาชรา หากสงครามลามมาถึงที่นี่ ราษฎรจำต้องหนีภัย หนทางยาวไกลและอันตราย อุปสรรคนานัปการ พวกนางจะฝ่าฟันไปได้อย่างไร?
หลังจากเรื่องในวันนี้ หลินซิ่วเหนียงมิกล้าคิดเข้าข้างตัวอีกแม้แต่น้อย บุตรสาวมีเทพมาเข้าเฝ้าบอกฝัน คำของนางจะเป็นเท็จได้อย่างไร?
หัวใจยายแก่หลิน "ตุบ" หนึ่ง รู้โดยสัญชาตญาณว่าบุตรสาวกับหลานจะกล่าวเรื่องมิใช่เล็กน้อยแน่ จึงรีบสีหน้าเคร่งถาม "เป็นอะไร? ยังมีเรื่องใดอีก?"
"ท่านแม่ เชิญนั่งก่อน" หลินซิ่วเหนียงเข้าไปประคองแขนยายแก่หลินให้นั่งลงบนขอบเตียง
"เรื่องนี้ยาวนัก ทั้งยังเหลือเชื่อเกินไป แต่ท่านแม่ต้องเชื่อบุตรสาว ต่อไปนี้ทุกคำที่ข้ากล่าวล้วนเป็นความจริง"
ยายแก่หลิน: ......
"มีอะไรก็พูดมาตรง ๆ! แม่อยู่มาถึงปูนนี้ ผ่านร้อนผ่านหนาวมานับครั้งมิถ้วน"
"ท่านแม่ ท่านเชื่อว่าในโลกนี้มีเทพเจ้าจริงหรือ?" หลินซิ่วเหนียงดึงม้านั่งมานั่งตรงข้ามยายแก่หลิน สูดลมหายใจลึกแล้วถาม
ยายแก่หลินขมวดคิ้ว "อาจจะมีกระมัง แต่ว่า เทพเจ้าทั้งหลายต่างมีหน้าที่ของตน มิมีเวลามาสนใจธุระของผู้น้อยอย่างพวกเรา หากเจ้ามีเรื่องใด ก็บอกแม่มา ต่อฟ้าถล่ม แม่ก็จะช่วยค้ำให้!"
"ท่านแม่ เทพเจ้ามาเข้าเฝ้าบอกฝันซุ่ยซุ่ย กล่าวว่าโจวเหยียนจือจะสอบได้เป็นจอหงวนขั้นสาม ถูกคุณหนูจวนโหวดักแย่งตัวไปเป็นบุตรเขยหลังประกาศผลสอบ ครั้นกลับมาเยี่ยมบ้านก็จะลดข้าจากภรรยาเป็นอนุ ให้ข้าอยู่บ้านแทนเขาปรนนิบัติมารดา เขาไปเสวยสุขในเมืองหลวง"
ต่อให้หลินซิ่วเหนียงจะเห็นแจ้งในธาตุแท้ของชายชั่วมานานแล้ว ยามนี้เอ่ยถึงอีกครั้ง ในแววตายังแวบผ่านความคับแค้นมิยอม
ยายแก่หลินตกตะลึง ฉับพลันก็เดือดดาล ฝ่ามือหนึ่งฟาดลงบนขอบเตียงอย่างแรง ด่าสาด "ไอ้ทรชนเนรคุณ! มิน่าล่ะจึงจะลดเจ้าเป็นอนุ ช่างตีลูกคิดได้ดีนัก! ซิ่วซิ่ว เจ้าพาซุ่ยซุ่ยกลับมานั้นถูกแล้ว ต่อแต่นี้แม่จะเลี้ยงพวกเจ้า!"
โจวซุ่ยนั่งเรียบร้อยอยู่ข้าง ๆ: นี่เป็นประเด็นหรือ? จุดสนใจของท่านยายช่างต่างจากคนธรรมดานัก?
หลินซิ่วเหนียงรีบขัดจังหวะนาง "ท่านแม่ เทพเจ้ายังกล่าวอีกว่า แม่ทัพผู้พิชิตศึกชายแดนแต่เดิมถูกรับสั่งเรียกกลับเมืองหลวง ถูกใส่ร้ายเนรเทศไปหลิ่งหนาน แม่ทัพที่ส่งไปใหม่มีดีแต่ชื่อ ชนเผ่าอนารยชนลองหยั่งเชิงหลายครั้งได้รสหวาน ในไม่ช้าสงครามก็จะเปิดฉาก ถึงเวลานั้นพวกเราที่นี่ก็จะได้รับผลกระทบจากสงคราม ต้องเตรียมการแต่เนิ่น ๆ เพื่อรับมือกับการหนีภัย"
"อะไรนะ? พวกนี้ก็เป็นคำของเทพเจ้าหรือ?" ยายแก่หลินลุกพรวดขึ้น ใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวล "แล้วพวกมันจะตีมาเมื่อใด? ข้าวในนายังมีอีกเดือนกว่า ๆ ก็จะเก็บเกี่ยวได้ อย่าให้พลาดการเก็บเกี่ยวข้าวสาลีเลย!"
โจวซุ่ย: ......
สมกับเป็นท่านยายของนาง!
หลินซิ่วเหนียงตามความคิดยายแก่ไม่ทันชั่วขณะ แต่กลับมาคิดดู ตอนแรกซุ่ยซุ่ยเอาเรื่องหนีภัยมาบอกนาง นางก็มิใช่ห่วงข้าวในนาเช่นเดียวกันดอกหรือ
"ชนเผ่าอนารยชนก็หมายจะมาช่วงชิงผลผลิตในนาเช่นกัน ของในนาคงไม่ทันแล้ว พวกเราลองคิดเรื่องหนีภัยก่อนเถิด"
ยายแก่หลินมิได้สงสัยในคำพูดของบุตรสาวว่าเป็นจริงเท็จประการใด ทว่าก็มิได้เชื่อสนิทว่าเป็นเทพมาเข้าเฝ้าบอกฝัน เพียงคิดว่านางแอบได้ยินข่าวคราวอะไรมา เพราะอย่างไรโจวเหยียนจือเพิ่งกลับมาจากเมืองหลวง การรู้เรื่องแม่ทัพใหญ่ถูกใส่ร้ายก็มิใช่เรื่องแปลก
ยามนี้ ยายแก่หลินกลุ้มใจจนรอยย่นบนใบหน้าพากันขมวด ไร้เสบียง พวกนางจะเอาอะไรหนีภัยเล่า? หลายปีนี้พอเก็บเบี้ยเก็บเงินได้เท่าไร ล้วนส่งไปช่วยตระกูลโจวจนหมด อาหารในห้องใต้ดินก็เหลือน้อยจนแทบไม่มี
ครู่ใหญ่ ยายแก่หลินจึงตัดสินใจเด็ดเดี่ยว "แม่จะไปขายนาสองไร่ที่เหลือในวันพรุ่งเพื่อแลกอาหาร อย่างไรก็จะไม่ปล่อยให้พวกเจ้าสองคนแม่ลูกอดอยาก"
หลินซิ่วเหนียงตาแดงก่ำ ตั้งแต่ย้ายเข้าตระกูลโจว ไม่ว่าเรื่องเล็กใหญ่ นางล้วนต้องแบกไว้เอง หากพลั้งพลาดไปบ้าง ก็จะถูกมารดาสามีและน้องสามีบ่นไม่พอใจ ถูกพี่น้องร่วมสกุลหัวเราะเยาะ มีเพียงในสายตามารดาเท่านั้น ที่นางยังเป็นเด็กน้อยผู้ควรได้รับการทะนุถนอม
แต่ตัวนางกลับคอยถ่วงมารดา ช่างอกตัญญูนัก ความรู้สึกนับร้อยประดังสู่ขั้วหัวใจ ใจของหลินซิ่วเหนียงทั้งอบอุ่นทั้งรู้สึกผิด ปลายจมูกจี๊ดขึ้นมาเป็นระลอก เกือบจะหยดน้ำตาออกมาตรงนั้น
"ท่านยาย มีเทพเจ้าจริง ๆ นะเจ้าคะ ท่านไม่เชื่อดูนี่......"