ลู่เอ้อถามกลับพลางยิ้มคล้ายไม่ยิ้มว่า “พี่ใหญ่ ทำไมพวกเราถึงมาที่นี่ไม่ได้ล่ะ”
“หรือว่ามีแค่พี่ที่มากินร้านอาหารของรัฐได้ทุกสัปดาห์ พวกเรากินไม่ได้หรือไง”
“เปล่า ๆ”
พี่ใหญ่ลู่รีบโบกมืออธิบาย ทว่ากลับได้ยินเสียงผู้หญิงที่คุ้นเคยดังมาจากด้านหลัง
หวังอวี้เฟินบ่นกระปอดกระแปด “วันนี้ร้านอาหารของรัฐคนเยอะอะไรขนาดนี้!”
“วันก่อน ๆ มาทีไร ที่นั่งในโถงใหญ่ยังไม่เต็มเลย วันนี้กลับหาที่นั่งไม่ได้ซะงั้น!”
พูดจบ เธอก็เห็นพี่ใหญ่ลู่ยืนขวางอยู่ข้างหน้าไม่ยอมไปไหน จึงผลักเขาอย่างไม่สบอารมณ์ “ยืนนิ่งทำไม เดินไปสิ!”
“ลู่...ลู่เอ้อ ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่”
ซ่งอวี่กลั้นหัวเราะไม่อยู่ จึงโบกมือเรียกหวังอวี้เฟิน “พี่สะใภ้ พี่กับพี่ใหญ่สมกับเป็นสามีภรรยากันจริง ๆ ถามคำถามออกมาเหมือนกันเป๊ะเลย”
สีหน้าหวังอวี้เฟินแข็งค้าง ในที่สุดเธอก็เข้าใจแล้วว่าทำไมพี่ใหญ่ลู่ถึงมายืนขวางอยู่ตรงนี้
แต่เธอกระอักกระอ่วนอยู่เพียงครู่เดียว หลังชะงักไปไม่กี่วินาทีก็จูงเด็กสองคนเดินเข้าไปหา “พอดีเลย พวกเราพี่น้องสี่คนมากันครบแล้ว นั่งโต๊ะเดียวกันกินข้าวเถอะ หมูสีน้ำตาลที่ฉันสั่งเดี๋ยวก็มาแล้ว”
หวังอวี้เฟินมองอาหารสี่จานบนโต๊ะแล้วกลืนน้ำลาย หมูสามชั้นตุ๋นในจานนั้นเหลืออยู่เกือบครึ่ง ยังพอให้คนในบ้านของเธอสี่คนกินได้
ถึงจะมากินข้าวนอกบ้านตอนเที่ยง แต่คนสี่คนได้กินกับข้าวที่เป็นเนื้อแค่จานเดียว ก็ไม่พอจริง ๆ
ถึงโต๊ะของลู่เอ้อจะกินไปแล้วครึ่งหนึ่ง อาหารทั้งสี่จานก็เหลือแต่เศษอาหาร ทว่ายังมีน้ำมันและรสชาติอยู่นี่นา!
