“อย่างนั้นก็ไม่ได้เหมือนกัน ถ้าบ้านฉันมีเรื่องต้องใช้เงินด่วนขึ้นมาจะทำยังไง!”
หวังอวี้เฟินยังคงไม่ยอมตกลง เธอให้เงินพ่อแม่ได้เดือนละไม่กี่หยวน แต่จะให้ยืมเงินทั้งหมดที่บ้านมีไปในคราวเดียวไม่ได้
“บ้านเธอจะมีเรื่องอะไรต้องใช้เงินล่ะ?”
เฉินอ้ายชุนยังคงเกลี้ยกล่อมต่อ “เธอลองดูตัวเองสิ ข้าว แป้ง น้ำมัน และของกินที่บ้านใช้กันทุกสัปดาห์ก็เอามาจากบ้านสามี แม้แต่เสื้อผ้า กางเกง แล้วก็รองเท้าของตุนตุนกับจ้วงจ้วง พ่อแม่สามีเธอก็เป็นคนออกเงินซื้อให้”
“เธอลองบอกมาสิว่ามีตรงไหนที่ต้องใช้เงิน?”
พูดจบก็ไม่เปิดโอกาสให้หวังอวี้เฟินโต้แย้ง ก่อนจะเกลี้ยกล่อมต่อ “ตอนนี้งานของเธอก็ได้เป็นพนักงานประจำแล้ว ที่บ้านมีพนักงานประจำสองคน เงินเดือนรวมกันก็เกือบเจ็ดสิบหยวนต่อเดือน”
“พวกเธอไม่ต้องกังวลเรื่องกินเรื่องใช้แล้ว ให้แม่ยืมสักแปดร้อยหยวนไม่ได้หรือไง?”
“ถ้าพี่ใหญ่กับพี่รองของเธอไม่ลงรอยกันจนตัดขาดกันไปตลอดชีวิต เพราะขาดเงินแปดร้อยหยวนนี้ ต่อไปเธอกลับบ้านแม่ก็จะไม่มีใครสนใจนะ”
“แต่ว่า…ฉัน…”
“โธ่ อวี้เฟิน อย่ามัวแต่พูดว่าแต่เลย บ้านเรายังต้องพึ่งเงินแปดร้อยหยวนของเธอไปแบ่งแยกครอบครัวอยู่นะ!”
ถ้าหวังอวี้เฟินเกิดช้ากว่านี้สักหลายสิบปี เธอคงรู้ว่าพฤติกรรมของแม่เรียกว่าการจูงจมูกด้วยศีลธรรม
เฉินอ้ายชุนเห็นว่าหวังอวี้เฟินยังไม่ยอมให้เงิน ก็เริ่มปาดน้ำตาอีกครั้ง
เธอปาดน้ำตาพลางมองลูกสาวอย่างน่าสงสาร
ในฐานะแม่แท้ ๆ ของหวังอวี้เฟิน เธอรู้ดีที่สุดว่าต้องใช้วิธีไหนจัดการกับลูกสาว
แน่นอนว่าเงินแปดร้อยหยวนนี้ต้องคืนอยู่แล้ว ถึงลูกชายจะสำคัญ แต่ก็ต้องเอาใจลูกสาวไว้ด้วย
