ลู่เอ้อเห็นดังนั้นก็ยิ้มอธิบายให้ซ่งอวี่ฟัง “แม่ไม่ได้อยากกินบะหมี่หรอก แต่อยากฟังผมเล่าเรื่องเสี่ยวเยว่ต่างหาก”
“เมื่อกี้อยู่ในครัวแม่ก็อยากฟังแล้ว แต่ผมบอกให้รอกินมื้อเย็นเสร็จแล้วค่อยคุยกัน”
“อ๋อ อย่างนี้นี่เอง”
ซ่งอวี่พูดจบก็ไม่สนใจคนอื่นอีก ตั้งใจกินบะหมี่ของตัวเองเป็นหลัก คอยเหลือบดูเป็นพัก ๆ ว่าในชามของลู่หยานยังมีบะหมี่เหลือไหม ถ้าหมดแล้วจะได้คีบให้
——
พอกินมื้อเย็นเสร็จ ซ่งอวี่ก็เก็บชามกับตะเกียบของบ้านตัวเองไปล้างในครัว
ก่อนออกจากห้องโถง เธอยังเอ่ยถามคู่สามีภรรยาสูงวัยด้วยว่า ต้องการให้ช่วยล้างจานไหม
ทั้งสองคนโบกมือพร้อมกัน บอกว่าล้างเองได้
แต่พวกเขากลับไม่ขยับ นั่งอยู่บนม้านั่งจ้องลู่เอ้อตาไม่กะพริบ
อีกฝ่ายถึงกับหดคอ “พ่อแม่ อย่ามองผมแบบนี้สิ อยากฟังเรื่องเสี่ยวเยว่ใช่ไหม ผมเล่าให้ฟังก็ได้”
“งั้นยังไม่รีบเล่าอีก!”
ยายลู่ถลึงตามองเขา “ยังไม่รีบเล่าอีก เดี๋ยวแม่จะตบปากเอานะ”
ลู่เอ้อ: …
เขาเริ่มทบทวนเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ในหัว แม้จะเป็นเรื่องที่ประสบพบเจอด้วยตัวเอง แต่ยุ่งวุ่นวายมาทั้งวันจนเหมือนฝันไป ตอนนี้เขายังอยู่ในอาการมึนงง
เริ่มเล่าจากตอนที่ไปเยี่ยมเซียงเยว่ที่บ้านพี่สาว ระหว่างนั้นก็มีเรื่องลู่เจี้ยนหงส์ไปยืมกาน้ำร้อนจากบ้านพี่ใหญ่แทรกเข้ามา แล้วสุดท้ายก็เล่าถึงตอนขากลับที่เจอหลิวเหวยตง
ลู่เอ้อเล่าอยู่เกือบยี่สิบนาที กว่าจะเล่าต้นสายปลายเหตุทั้งหมดจบ
เขาไม่ไว้หน้าพี่ใหญ่ลู่กับลู่เจี้ยนหงส์ ตอนเล่าก็แอบด่าพวกเขาไปสองสามคำ
หลังฟังจบ คู่สามีภรรยาสูงวัยต่างก็เงียบงัน...
