เฉินชางเหนียนรื้อค้นตู้กับข้าวจนเจอปรอทวัดไข้แบบแท่งแก้ว
เขานอนแผ่อยู่บนโซฟา หนีบปรอทไว้ใต้รักแร้ จ้องเพดานพลางเริ่มครุ่นคิดเรื่องใหญ่ของชีวิต
จริง ๆ แล้วพวกคุณชายมือสองอย่างเขา ไม่ต้องทำงาน ตัวเลขในบัญชีธนาคารก็เป็นเงินที่คนธรรมดาต้องดิ้นรนสิบชาติถึงจะหาได้ ปัญหาใหญ่สุดในแต่ละวันก็คือจะหาอะไรทำสนุก ๆ ยังไง
แม้เพื่อนของเฉินชางเหนียนจะมีเยอะ แต่ก็เป็นพวกเพื่อนปาร์ตี้ผิวเผินทั้งนั้น
แต่เฉินจือเจวี่ยนไม่เหมือนใคร
แม่แท้ ๆ ของเฉินชางเหนียนเสียชีวิตด้วยอาการป่วยหนักตอนเขาอายุได้ห้าขวบ เฉินจิ้งเต๋อเป็นลูกเขยเข้าบ้าน เกิดในครอบครัวชาวนา แต่ใบหน้านั้นหล่อเหลาคมคายอย่างยิ่ง ตอนเรียนมหาวิทยาลัยทำให้คุณแม่ของเฉินชางเหนียนหลงใหลหัวปักหัวปำ
ลูกสาวมหาเศรษฐีกับหนุ่มจน แต่งงานกันด้วยความรัก ผลลัพธ์สิบครั้งมีเก้าครั้งที่จบไม่สวย
สี่เดือนหลังจากแม่แท้ ๆ เสียชีวิต เฉินจิ้งเต๋อก็แต่งงานกับสวีรั่วเหยียน สวีรั่วเหยียนยังพาน้องชายที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับเฉินชางเหนียนเข้ามาด้วย
ตั้งแต่ตอนนั้น เฉินชางเหนียนก็ไม่เคยคาดหวังอะไรจากครอบครัวตัวเองอีกเลย
บ้านของเฉินจือเจวี่ยนอยู่ติดกัน เฉินชางเหนียนอยู่บ้านเฉินเสียยี่สิบห้าวันในหนึ่งเดือน
คุณพ่อคุณแม่ของเฉินเป็นคนยุ่งมาก บินไปทั่วทุกสารทิศ
เฉินเซิ่น ลูกชายคนโตของบ้านเฉิน อายุมากกว่าพวกเขาสองสามปี ดูถูกเด็กอมมือสองคนนี้ ไม่สนใจจะยุ่งด้วย
เฉินชางเหนียนโตมากับเฉินจือเจวี่ยนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นเงาตามตัว
สมัยประถม พวกเขาอยู่ห้องเดียวกัน เฉินจือเจวี่ยนเป็นเด็กหัวดีมาตั้งแต่เล็ก ส่วนเฉินชางเหนียนเป็นเด็กขี้เกียจมาตลอด เข้าเรียนไม่ฟัง หลังเลิกเรียนก็นอน กลับบ้านยังจะดูทีวีอีก สอบทีไรก็บ๊วยประจำห้อง
แต่หกปีในโรงเรียนประถม ทุกคนรู้ดีว่า เด็กที่ได้ที่หนึ่งของชั้นกับเด็กที่โหล่สุดของชั้น เป็นเพื่อนรักที่ไม่มีใครแยกออกจากกันได้
นับประสาอะไรกับสมัยมัธยมต้นและปลาย
ความผูกพันตั้งหลายปี จะมาตัดขาดเพียงเพราะพวกเขามีอะไรกัน มันจะน่าเสียดายเกินไปไหม
แต่ว่าก้นมันเจ็บมากเลยนะ
แต่เฉินจือเจวี่ยนสมัยก่อนตอนเรียน เวลาเขาเล่นบอลเสร็จมักจะเอาน้ำมาให้เสมอเลยนะ
แต่ว่าขาก็ปวดมาก ๆ ด้วยเหมือนกัน
แต่เฉินจือเจวี่ยนเคยช่วยทำการบ้านให้เขาบ่อย ๆ ขนาดลายมือยังเลียนแบบได้เจ็ดแปดส่วน นั่นไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลยนะ
แต่จิตใจของเขาได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง
แต่เฉินจือเจวี่ยนเคยนอนด้วยกันกับเขา ตอนนั้นเขาฉี่รดที่นอนด้วยนะ
ไม่ใช่แค่ครั้งเดียว แต่สองครั้ง
ถึงเฉินชางเหนียนจะถือว่าเรื่องพวกนี้เป็นประวัติศาสตร์ด้านมืด ถึงมันจะเป็นเรื่องตอนเขาอายุหกขวบ แต่ถึงยังไงมันก็คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้น
เอามาเทียบกันแบบนี้แล้ว เฉินจือเจวี่ยนก็ลำบากไม่เบาเหมือนกัน
ตอนเสียงนาฬิกาปลุกมือถือดังขึ้น เฉินชางเหนียนก็ตัดความคิดตัวเอง ดับนาฬิกาปลุก แล้วหยิบปรอทวัดไข้ขึ้นมา
เขาหรี่ตามองแท่งปรอท
สามสิบแปดองศาห้า
เฉินชางเหนียนวางปรอทลง ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วโทรหาซุนเฮ่อหยาง
"ฮัลโหล?"
เสียงของซุนเฮ่อหยางเบามาก เหมือนอยู่ในที่เงียบ ๆ
เฉินชางเหนียนเงียบไปสองวิ ก่อนตอบกลับว่า "นี่แกไปแอบขโมยของมาเหรอ?"
"อะไรขโมยของ?!" ซุนเฮ่อหยางอดไม่ไหวที่เสียงจะดังขึ้น
ในร้านกาแฟที่เงียบสงัดมาก แสงแดดยามบ่ายส่องเข้ามา ผู้ชายตรงหน้าซุนเฮ่อหยางสวมสูทผูกไท ผมสีดำสนิทถูกแสงแดดย้อมจนกลายเป็นสีทอง คิ้วตาคมเข้มดำล้ำ รูปร่างสูงโปร่งหล่อเหลา พอได้ยินเสียงของซุนเฮ่อหยางดังขึ้น เขาก็เลิกคิ้วนิด ๆ แล้วถามด้วยความเป็นห่วงว่า "มีอะไรเหรอ?"
ซุนเฮ่อหยางยิ้มแหย ๆ แล้วรีบบอกว่า "ไม่มีอะไรครับ"
เขาเอามือป้องปาก แล้วกระซิบถามว่า "พี่เหนียน มีอะไรอีกไหม?"
เฉินชางเหนียนสูดจมูกฟุดฟิด ฟังดูเพลีย ๆ ว่า "ฉันเป็นไข้ พาฉันไปโรงพยาบาลหน่อย"
ซุนเฮ่อหยางตอบทันทีว่า "ได้"
พอกดวางสายแล้ว เขาก็มองผู้ชายตรงหน้า ลังเลอยู่สองวิ คิดแป๊บเดียวไม่รู้จะเรียกว่าอะไรดี
ยังไงซะ คนที่มา相亲กับเขาในวันนี้ก็คือคุณหนูบ้าน谢 แต่ผลกลับกลายเป็นอาเสี่ยวของหล่อนมาแทน
—谢京亦
เขาเคยได้ยินชื่อนี้มานานแล้ว ตำนานในหมู่คนรวยรุ่นสอง
ไม่เหมือนพวกคุณชายเพลย์บอยเกาะพ่อแม่กินอย่างเขา
ซุนเฮ่อหยางรู้สึกกลัวอย่างไม่มีสาเหตุ เขามองหน้าผู้ชายที่ไร้อารมณ์ แล้วพูดตะกุกตะกักว่า "อาเสี่ยว..."
"หืม?" ผู้ชายคนนั้นจิบกาแฟ
ซุนเฮ่อหยางลุกขึ้นแล้วพูดว่า "อาเสี่ยว ขอโทษนะครับ เพื่อนผมไม่สบาย ผมต้องพาไปส่งโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้"
谢京亦 พยักหน้าเบา ๆ "ไปเถอะ"
"ครับผม!" ซุนเฮ่อหยางตอบชัดถ้อยชัดคำ
谢京亦 ตกใจนิดหน่อย กลั้นไม่อยู่จนหางตาโค้งขึ้นเล็กน้อย
ซุนเฮ่อหยางไม่ได้สังเกตเห็นความเปลี่ยนไปของเขา ใจจดจ่ออยู่กับความกังวลเรื่องเพื่อนรัก หยิบกุญแจรถแล้วเผ่นไปเลย
-
ตอนซุนเฮ่อหยางมาถึงบ้านของเฉินชางเหนียน คุณชายคนนี้กำลังนอนแผ่เหี่ยวอยู่บนโซฟา
ท่อนล่างสวมกางเกงวอร์มสีดำที่รัดรูปเห็นขาเรียวยาวสองข้าง ท่อนบนสวมแจ็กเก็ตกันลมเนื้อบางสีดำ
หน้าตาเดิมก็ออกไปทางแนวเกาหลี พอแต่งตัวแบบนี้ยิ่งดูหล่อเนี้ยบมีสไตล์ ถ้าโยนไปไว้ในมหาวิทยาลัย ตำแหน่งหนุ่มหล่อสุดในมอคงต้องถูกเปลี่ยนตัวทันที
เสียงของเฉินชางเหนียงแหบแห้ง ดูน่าสงสารนิด ๆ "แกมาเร็วกว่าที่คิดไว้แฮะ"
"ก็ต้องอย่างนั้นอยู่แล้วสิ" ซุนเฮ่อหยางตบอกตัวเอง "ฉันเนี่ย ผู้ชายที่ดีที่สุดในเมืองเป่ยเฉิงเลยนะ ถือเพื่อนเป็นทุกสิ่ง"
ท่าทางจะชมตัวเองติดลม เฉินชางเหนียนเลยทนไม่ไหวก่อน เขายื่นมือข้างหนึ่งออกมา แทบไร้แรง "ท่านผู้ชายที่ดีที่สุดในเมืองเป่ยเฉิง ส่งฉันไปโรงพยาบาลก่อนได้ไหม?"
ซุนเฮ่อหยางรีบประคองแขนของเฉินชางเหนียน "เฮือก เพื่อนเอ๊ย แขนนายนี่ร้อนจริง ๆ ด้วยนะ"
เฉินชางเหนียนถูกประคองให้ลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล รู้สึกวิงเวียนไปหมด ขาทั้งสองข้างนิ่มราวก้านสำลี
ซุนเฮ่อหยางขับรถมาเอง พอขึ้นรถได้แล้ว เขาถามว่า "ไปโรงพยาบาลแม่และเด็กใกล้ ๆ นี้ไหม?"
เฉินชางเหนียนนั่งซังกะตายอยู่ที่เบาะคนนั่งข้างคนขับ รัดเข็มขัดนิรภัย โครงหน้ารูปไข่เรียวได้รูป สันจมูกโด่งเป็นสง่า ผิวขาวซีดแบบคนผิวเย็น แต่ที่แก้มทั้งสองข้างมีรอยแดงระเรื่อเพราะไข้ขึ้น หางตาก็แดงก่ำเหมือนแต้มสีชาด
"ไม่เอา"
เขาส่ายหน้า แล้วทำทีเป็นไม่สนใจ พูดว่า "ไปโรงพยาบาลประชาชนแห่งที่สองเถอะ"
"โรงพยาบาลสองนี่ไกลอยู่นะ ขับรถยี่สิบนาทีได้ ถ้าสมองนายร้อนจนสุกขึ้นมาจะทำยังไง? เดิมทีก็นึกว่านายสมองไม่ค่อยดีอยู่แล้ว..." ซุนเฮ่อหยางพูดได้ครึ่งเดียว พลันรู้สึกถึงสายตาเย็นเยียบที่กวาดมา
"..." ซุนเฮ่อหยางหุบปากทันที หันไปมองอย่างระวัง เฉินชางเหนียนจ้องหน้าเขาไร้อารมณ์ ถึงจะไข้สูง แต่สายตาของคุณชายเฉินก็สังหารคนได้อยู่ดี
"ขับรถ ๆ" ซุนเฮ่อหยางสยบในใจทันใด
-
โรงพยาบาลประชาชนแห่งที่สองเมืองเป่ยเฉิง ในฐานะโรงพยาบาลที่มีชื่อเสียงสุดในประเทศ คนเข้าออกหนาตาไม่ขาดสาย
เฉินจือเจวี่ยนเพิ่งจะจบการผ่าตัดหนึ่ง เขาถอดหมวกกับหน้ากากโยนลงถุงขยะสีเหลือง แล้วถอดชุดปฏิบัติการออก ทำความสะอาดเสร็จก็เปลี่ยนใส่เสื้อกาวน์
เขาออกจากห้องไป ก็เห็นชายหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่ริมหน้าต่างทางเดิน
คนนั้นก็ใส่เสื้อกาวน์เช่นกัน ผมดำหนา ใบหน้าคมคายเรียบเฉย
พอเห็นเฉินจือเจวี่ยน เขาก็โค้งริมฝีปาก ยิ้มบาง ๆ "ฉันรอนายนานแล้วนะ"
เฉินจือเจวี่ยนสีหน้าไม่กระเพื่อมไหว "มีอะไร?"
ถังเหวินน้ำเสียงอบอุ่นน่าฟัง "บ่ายนี้เป็นวันเกิดฉัน ฉันอยากจะเลี้ยงข้าวนาย"
"ขอโทษด้วย" เฉินจือเจวี่ยนปฏิเสธ "ฉันมีธุระตอนบ่าย"
พูดจบก็ก้าวเดินออกไป
ถังเหวินรีบตามไป "คืนนี้นายก็ไม่ได้อยู่เวรหนิ จะมีธุระอะไรได้?"
เฉินจือเจวี่ยนไม่หยุดเดิน แสงแดดยามบ่ายสี่ห้าโมงสีทองสว่างจ้า ส่องลงมาที่โครงหน้าด้านข้างของเขา แนวคิ้วเข้มหล่อเหลาคมสัน เขาตอบด้วยน้ำเสียงเนือย ๆ ว่า "นอน"
ถังเหวินอึ้งไป "หา?"
เฉินจือเจวี่ยนขมวดคิ้วนิด ๆ "นอน"
ถังเหวิน "..."
ทั้งสองเข้าไปในลิฟต์ เฉินจือเจวี่ยนล้วงมือถือออกจากกระเป๋า ดูแชตที่ปักไว้บนสุดใน微信
ลองส่งเครื่องหมายคำถามไปหนึ่งอัน ก็ได้รับผลเป็นเครื่องหมายตกใจสีแดงสดกลับมา
—ข้อความถูกส่งแล้ว แต่ถูกฝ่ายตรงข้ามปฏิเสธการรับ
เฉินจือเจวี่ยนเม้มริมฝีปากแน่นขึ้นเล็กน้อย เขาเก็บมือถือเข้าอย่างไม่ค่อยมีสมาธิ
ลิฟต์ลงมาถึงชั้นสาม ก็หยุดกระทันหัน
ข้างนอกมีคนจะขึ้นมา
ตอนที่เฉินจือเจวี่ยนกำลังจะก้าวหลบไปข้าง ๆ พื้นที่ว่าง เสียงจากข้างนอกก็ลอยเข้ามาแล้ว
"เพื่อนเอ๊ย ไม่ใช่ฉันจะว่า แต่นายนี่บอบบางจริง เลือดเข้าตูดยังต้องขึ้นมาฉี่ที่ชั้นสอง"
เสียงนี้แว่ว ๆ คุ้นหู
เฉินจือเจวี่ยนชะงักเท้า
วินาทีต่อมา คนที่เขาคิดถึงมาทั้งวันก็พูดว่า "ไสหัวไป"
ประตูลิฟต์เปิด เฉินชางเหนียนกำลังให้น้ำเกลือที่มือซ้าย เขายังด่าไม่จุใจ เลยเสริมอีกประโยค "คลานไปให้พ้น"
ซุนเฮ่อหยางมือหนึ่งล้วงกระเป๋า มือหนึ่งถือขวดน้ำเกลือให้เฉินชางเหนียน พูดว่า "ฉันเปล่าพูดอะไรผิดซะหน่อย..."
เขาพูดไปได้ครึ่งเดียวก็หยุด เมื่อเห็นเฉินจือเจวี่ยนในลิฟต์
เขาทักทายโดยอัตโนมัติ "พี่เจวี่ยน"
เฉินจือเจวี่ยนพยักหน้านิด ๆ สายตาไม่เคยแม้แต่จะมองซุนเฮ่อหยางเลยตั้งแต่ต้นจนจบ
เขามองริมฝีปากสีจางของเฉินชางเหนียน และรอยแดงบนแก้ม แล้วเงียบไปสองวิ ก่อนถามว่า "เป็นไข้เหรอ?"
น้ำเสียงยังคงสงบเยือกเย็นเช่นเคย แต่ถังเหวินกลับฟังออกว่าแฝงความเป็นห่วงอยู่บ้าง
เขามองเฉินชางเหนียนด้วยสายตาที่เจือความสืบค้น
ดูเด็กมาก หน้าตาก็โดดเด่น
ตอนที่เฉินชางเหนียนเหลือบเห็นเฉินจือเจวี่ยน สมองที่เดิมก็ร้อนเพราะไข้สูงยิ่งมึนงงเข้าไปใหญ่ ท่ายืนสบาย ๆ ก็เปลี่ยนเป็นตั้งตรงขึ้นมา