"หมดรักแล้ว เลิกกันเถอะ"
หกปีก่อน คุณหนูเวินเจา อดีตทายาทตระกูลเวิน ทิ้งประโยคเด็ดขาดนี้ไว้ ก่อนสลัดรักครั้งแรกในชีวิตอย่างเหอหวยชินที่ตอนนั้นไร้ทั้งเงินและชื่อเสียง แล้วหันไปสู่ขอแต่งงานกับลูกชายนายกเทศมนตรีนามลู่เหิงอวี่
หกปีต่อมา ตระกูลเวินล้มละลาย เวินเจาหนิงถูกสามีลู่เหิงอวี่ทำร้ายร่างกาย เธอตัดสินใจหย่า และในช่วงเวลาที่อับจนไร้หนทางที่สุด เธอบังเอิญได้กลับมาเจอเหอหวยชินอีกครั้ง
ร้านกาแฟ
เวินเจาหนิงสวมแว่นกันแดดและหมวกแก๊ป นั่งริมหน้าต่างกระจกใส คอยเหลือบมองนาฬิกาบ่อยครั้ง
วันนี้เธอนัดพบกับทนายฝ่ายหย่าของตัวเอง แต่เกินเวลานัดแล้วทนายก็ยังไม่มา เธอกำลังจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นโทรถาม ทันใดนั้นประตูร้านถูกผลักเปิดออก ชายร่างสูงใหญ่คนหนึ่งก้าวเข้ามา
ชายผู้นี้สวมสูทสูทสีเทาสามชิ้น เชิ้ตดำ เนกไทลายทาง ท่วงท่าสง่างามเกินใคร
ตั้งแต่วินาทีที่เขาย่างเท้าเข้ามา พนักงานร้านกาแฟสาว ๆ หลายคนก็จับจ้องเป็นตาเดียว แน่นอน ใบหน้าสมบูรณ์แบบดุจงานปั้นระดับสุดยอดเช่นนี้ นอกจากในวงการบันเทิงแล้ว ในชีวิตจริงหาได้ยากนัก
คนอื่นอาจตะลึงไปกับใบหน้าหล่อเหลานี้ แต่เวินเจาหนิงกลับสะดุ้งตัวแข็งด้วยความตกใจ
เพราะชายที่เดินเข้ามาไม่ใช่ใครอื่น หากคือรักแรกที่เธอใช้คำว่า "หมดรัก" หักอกทิ้งไว้เมื่อหกปีก่อน เหอหวยชินนั่นเอง
หกปีที่ไม่ได้พบหน้า เหอหวยชินเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน
ในความทรงจำ เหอหวยชินมักสวมเสื้อเชิ้ตผ้าลินินสีขาว นิสัยอ่อนโยนสะอาดสะอ้าน ราวกับพี่ชายข้างบ้าน แต่ว่าชายเบื้องหน้าเขาผู้นี้ หาได้หลงเหลือเค้าความเป็นหนุ่มน้อยในวันวาน ใบหน้ารูปคมหากขึ้นสง่างาม แววตาเยียบเย็นแฝงความกร้าวร้าวน่าสะพรึง
หัวใจของเวินเจาหนิงเต้นระรัวอยู่ในอก เธอก้มหน้ากดปีกหมวกลงด้วยท่าทางลนลาน อธิษฐานอย่าให้เหอหวยชินเห็นเธอเด็ดขาด
เมื่อวานเธอเพิ่งถูกสามีลู่เหิงอวี่ทำร้าย ใบหน้าเต็มไปด้วยบาดแผล เธอไม่อยากให้เหอหวยชินเห็นภาพที่น่าอนาถเช่นนี้ เธอยอมให้ภาพที่เหอหวยชินจดจำเธอครั้งสุดท้าย เป็นภาพความเอาแต่ใจไร้เหตุผลในวันที่เลิกรา ดีกว่าให้เขาได้เห็นภาพของผู้อ่อนแอที่พ่ายแพ้ยับเยินในชีวิตคู่
แต่ฟ้าไม่เข้าข้างเธอ เหอหวยชินเดินตรงมายังโต๊ะของเธอ เขารูดเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามออก และนั่งลงอย่างผ่าผงาย
"ขอโทษที รถติด" เหอหวยชินเอ่ย
เวินเจาหนิง: "???"
เหอหวยชินนัดใครไว้? เขานั่งผิดที่หรือเปล่า?
"คุณคะ" เวินเจาหนิงก้มหน้างุด ปีกหมวกกับแว่นกันแดดบดบังใบหน้าหมดครึ่ง เธอจงใจบีบเสียงให้ผิดเพี้ยน "คุณคงจำคนผิดแล้วล่ะ ที่นั่งนี้ไม่ใช่ที่ของคุณ"
"คุณหนูเวิน อย่าเสแสร้งเลย ถึงคุณจะกลายเป็นเถ้าธุลีฉันก็จำคุณได้"
คุณหนูเวิน
เวินเจาหนิงร่างแข็งทื่อ หลังจากตระกูลเวินล้มละลาย ก็ไม่มีใครเรียกเธอแบบนี้มานานแสนนานแล้ว สรรพนามนี้เคยเป็นคำเรียกโปรดของเหอหวยชิน เขาชอบนักหนาในยามใกล้ชิด โอบกอดเธอไว้แน่น แล้วเรียกเธอว่า "คุณหนูเวิน" ด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
"คุณหนูเวิน เข้ามาได้หรือยังครับ?"
"คุณหนูเวิน เอาอีกไหมจ๊ะ?"
"คุณหนูเวิน บอกสิว่ารักฉัน"
ความทรงจำเกี่ยวกับการคลอเคลียและความเป็นเจ้าของอย่างถึงที่สุดเหล่านั้น ยามนี้พรั่งพรูเข้ามาทั้งหมด เพียงแต่ เสียง 'คุณหนูเวิน' ในวันนี้จากปากของเหอหวยชิน ไม่ได้มีเสน่ห์หวามไหวเหมือนวันเก่าเลยสักนิด มีแต่ความเคียดแค้นอย่างชัดเจน
"คุณผู้ชาย ฉันไม่ใช่คนที่คุณล่หาหรอกค่ะ กรุณาออกจากที่นั่งนี้ด้วย คนที่ฉันนัดไว้กำลังมาแล้ว" เวินเจาหนิงยังยืนกรานแสร้งไม่รู้จัก
"เฝิงเหว่ยจะไม่มาแล้ว" เหอหวยชินสั่งกาแฟ แล้วกล่าวเรียบ ๆ ว่า "คดีหย่าของคุณ ผมจะรับผิดชอบให้คุณเอง"
เวินเจาหนิงเงยหน้าขึ้นทันที: "ทำไมล่ะ? ฉันนัดกับทนายเฝิงไว้แล้วนี่"
"ในที่สุดก็ยอมเงยหน้ามองผมแล้วสินะ"
เวินเจาหนิงชะงัก
ภายใต้แว่นกันแดดสีดำ แววตาของเหอหวยชินสงบเยือกเย็นจนยากหยั่งถึง แผ่กลิ่นอายของผู้นำเหนือผู้คน
เธอไม่ทันสนใจสิ่งอื่น รีบถามต่อว่า "ทำไมทนายเฝิงถึงไม่มา?"
"เฝิงเหว่ยละเมิดกฎข้อบังคับของสมาคมหลายครั้งระหว่างทำงาน วันนี้จึงถูกเพิกถอนใบอนุญาตแล้ว"
"เมื่อคืนยังติดต่อกันอยู่เลย วันนี้กลับถูกพักใบอนุญาต จะมีเรื่องบังเอิญอย่างนี้ได้ยังไง? เหอหวยชิน คุณตั้งใจใช่ไหม?"
"ผมจะตั้งใจทำไม? เพื่อมาพบคุณน่ะหรือ?" เหอหวยชินหัวเราะเยาะ "เวินเจาหนิง คุณคิดว่าผมยังมีเยื่อใยอาลัยอาวรณ์คุณอยู่หรือไง?"
เวินเจาหนิงย่อมไม่คิดหลงตัวเองไปถึงขั้นนั้น เธอรู้ว่าเหอหวยชินเกลียดเธอ ไม่มีชายใดที่จะอาวรณ์ผู้หญิงที่เหยียบย่ำศักดิ์ศรีตัวเอง
"ฉันไม่ได้หมายความอย่างนั้น"
"แล้วคุณหมายความว่าไง?"
"ฉันหมายถึงว่า คุณอาจจะจงใจมาดูฉันเป็นตัวตลก"
"นับว่าคุณรู้จักเจียมตน"
เขายอมรับ เขามาดูเธอเป็นตัวตลกจริง ๆ
ถึงเวินเจาหนิงจะคาดการณ์ไว้บ้าง แต่เมื่อได้ยินเขาพูดออกมาตรง ๆ ใจก็ยังอดหน่วงปวดขึ้นมาไม่ได้
ตลอดหกปีที่แต่งเข้าตระกูลลู่ สามีภรรยาไม่ลงรอย พ่อผัวแม่ผัวไม่ชอบใจ หลังจากตระกูลเดิมล้มละลาย คนตระกูลลู่ก็ยิ่งไม่เห็นเธออยู่ในสายตา ชีวิตของเธอเหมือนถูกเชือดเฉือนด้วยมีดทื่อ ๆ ความหยิ่งผยองที่เคยเป็นของคุณหนูเวินแต่ก่อนถูกบั่นทอนจนหมดสิ้น คนรอบข้างที่อยากเห็นเธอตกอับมีมากมาย แต่ว่าถ้าจะพูดว่าใครมีสิทธิ์ดูเธอเป็นตัวตลกจริง ๆ ก็คงมีแค่เหอหวยชินเท่านั้น
"ในเมื่อคุณอยากดูฉันเป็นตัวตลก ฉันก็ให้คุณดูให้สาแก่ใจเลย"
เวินเจาหนิงถอดแว่นกันแดดและหมวกแก๊ปออก
วันนี้เธอไม่ได้แต่งหน้า ผิวขาวเนียนดุจผืนผ้าใบที่บริสุทธิ์ที่สุด ยิ่งขับให้รอยแดงที่มุมหน้าผากและรอยเขียวช้ำที่หางตาดูเด่นชัดน่าสะดุดตา
เหอหวยชินเห็นบาดแผลบนใบหน้าเธอ แววตาก็เปลี่ยนเป็นหม่นลงทันใด ข้อนิ้วกำแน่นจนถ้วยกาแฟแทบแตก เส้นเอ็นที่หลังมือปูดโปน
ไอ้สารเลวลู่เหิงอวี่!
"ดูหนำใจหรือยัง?" เสียงของเวินเจาหนิงสั่นเครือ "ถ้ายังไม่สาแก่ใจ ฉันยังเล่าละเอียดให้ฟังได้ รอยแผลบนหน้าผากนี่ โดนที่เขี่ยบุหรี่ฟาด หางตานี่ โดน..."
"พอ! หุบปากซะ!" เหอหวยชินรู้สึกเหมือนถูกของแหลมทิ่มแทงที่กลางอก ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไม่หยุด "นี่มันคือทางที่คุณเลือกเอง! คุณสมควรได้รับมันแล้ว!"
"ใช่ ทางที่ฉันเลือกเอง ทุกอย่างฉันสมควรได้รับ ส่วนคุณ เมื่อเห็นฉันใช้ชีวิตไม่เป็นสุข ก็ปล่อยวางได้แล้ว" เวินเจาหนิงตาร้อนผ่าว มองเหอหวยชิน "เรื่องเมื่อก่อนเป็นความผิดของฉันเอง ฉันขอโทษคุณ จากนี้ไป เราสองคนหายกัน"
พูดจบ เธอหยิบแว่นกันแดดกับหมวกแก๊ปของตัวเอง แล้วรีบสาวเท้าจากไปราวกับหนี
เหอหวยชินนั่งอยู่ที่เดิม สายตามองตามแผ่นหลังของเธอ อารมณ์พลุ่งพล่านดั่งคลื่นทะเล แทบจะถาโถมท่วมเขาในวินาทีถัดไป
ทันใดนั้นโทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้น
"หวยชิน นายอยู่ไหน?"
"พบลูกความ"
"นายเพิ่งกลับประเทศ จะมีลูกความมาจากไหน?" ปลายสายนิ่งไปครู่หนึ่ง "ไม่จริงใช่ไหม นายเอาคดีหย่าของเฝิงเหว่ยมาทำจริง ๆ น่ะ? ให้ตายเถอะ นายเป็นถึงเจ้าของสำนักงานกฎหมาย จะมาทำคดีจิ๊บจ๊อยแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?"
เหอหวยชินไม่ตอบคำถามเขา เอ่ยเพียงว่า "ช่วยฉันหน่อย"
"อะไรนะ?"
"สืบข้อมูลของลู่เหิงอวี่ให้ฉันที"