เมื่อเรื่องนี้ยุติลง สวีเยวี่ยจึงกราบทูลขอลา
เพราะยังมีข้อสงสัยอีกมากที่ไม่ได้รับคำตอบ ฮ่องเต้จึงอยากอยู่ตามลำพังเพื่อสงบใจและสืบข่าวเพิ่มเติม เมื่อสวีเยวี่ยขอตัวกลับจึงตรงกับพระประสงค์พอดี พระองค์จึงทรงอนุญาตอย่างไม่ลังเล
สวีเยวี่ยออกจากตำหนัก โดยมีขันทีใหญ่เดินไปส่ง
เดินไปได้ไม่กี่ก้าว นางก็หันกลับมาอย่างคล้ายกลัดกลุ้ม แล้วเอ่ยถามขันทีใหญ่ว่า
“วันนี้ในวังมีเรื่องใดทำให้ฝ่าบาททรงพระอารมณ์ไม่ดีหรือ”
ขันทีใหญ่ใจไหววูบ ในฐานะคนที่อยู่ใกล้ชิดฮ่องเต้ที่สุดในทางปฏิบัติ เขาย่อมสังเกตเห็นความผิดปกติได้มากกว่าผู้อื่น ต่อให้เป็นคนคนเดียวกัน เวลาสิบกว่าปีก็นับว่ายาวนานเกินไป
ยาวนานพอจะทำให้คนคนหนึ่งเปลี่ยนแปลงไปได้มากมาย
“ท่านคิดมากไปแล้ว ฝ่าบาททรงบ่นว่าปวดพระเศียรตั้งแต่ตื่นบรรทม คงเป็นเพราะเหตุนี้จึงทรงกระสับกระส่ายอยู่บ้าง”
สวีเยวี่ยพยักหน้า
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ ควรเรียกหมอหลวงมาตรวจแต่เนิ่น ๆ โรคภัยไข้เจ็บช่างทรมานนัก วันนี้ฝ่าบาทดูราวกับเป็นคนละพระองค์...”
สายตาทั้งสี่สบประสาน ต่างมีความหมายลึกซึ้งซ่อนอยู่
………………
อีกด้านหนึ่ง
หลังคนจากไป ฮ่องเต้ก็ประทับนั่งไม่ติด ราวกับมีตะปูงอกขึ้นมาที่พระที่นั่ง ในที่สุดก็อดใจไม่ไหว ทรงหยั่งเชิงอย่างอ้อมค้อม
“อากงสวี... เอ่อ แค่ก ๆ ก่อนหน้านี้เจิ้นเคยให้ท่านอากงสวีพักค้างในวังหรือไม่”
ขันทีใหญ่ที่เพิ่งส่งคนกลับมา: …………
ฝ่าบาท ทรงทราบหรือไม่ว่าตนเองกำลังตรัสสิ่งใดอยู่
เขาอยู่ในสถานที่อย่างวังหลวงมาครึ่งค่อนชีวิต พอฮ่องเต้ตรัสออกมา เขาก็เข้าใจความหมายแฝงได้ในทันที ด้วยเหตุนี้ขันทีใหญ่จึงยิ่งมั่นใจ
คนผู้นี้ไม่ใช่ฝ่าบาท!
ล้อกันเล่นหรือ ฝ่าบาทจะมีความคิดเช่นนี้ต่ออากงสวีได้อย่างไร
ว่าไปแล้ว เพราะอากงสวีได้รับพระเมตตาล้นพ้น ในหมู่ชาวบ้านจึงมีข่าวลือพาดพิงถึงความสัมพันธ์ระหว่างอากงสวีกับฝ่าบาทอยู่ไม่น้อย ขันทีใหญ่ได้ยินแล้วก็เหยียดหยามนัก
หากมีอะไรจริง เขาปรนนิบัติฝ่าบาทมานานถึงเพียงนี้ จะไม่รู้ได้อย่างไร
ฝ่าบาททรงมีต่ออากงสวีเพียงความสัมพันธ์ระหว่างนายกับขุนนางอย่างแท้จริง
