ซุนถานสามารถควบคุมการฝึกทหารใหม่ที่จี้โจวได้ ย่อมมีวิธีการของตนเอง ทักษะการรบและความชำนาญในการใช้อาวุธของทหารเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงกำลังฝีมือส่วนบุคคล มิอาจบรรลุผลได้ในวันสองวัน แต่การฝึกกระบวนทัพกลับเห็นผลได้อย่างรวดเร็ว
ยิ่งไปกว่านั้น การทำศึกของราชวงศ์ย่อมให้ความสำคัญกับกระบวนทัพเป็นอันดับแรก เขาฝึกกระบวนทัพให้ดี ย่อมง่ายกว่าการทุ่มเทฝึกยุทธ์อย่างหนัก หลี่ชางเห็นว่าภายในเวลาเพียงสามเดือน ซุนถานก็ฝึกทหารใหม่กลุ่มหนึ่งให้จัดกระบวนธงและสัญญาณกลองได้อย่างเป็นระเบียบ จึงเอ่ยชมว่าซุนถานเป็นนายกองที่ฝึกทหารเก่งที่สุดในจี้โจว
การฝึกในกองทัพมิใช่ฝึกหนักทุกวัน แต่เป็นการฝึกใหญ่ทุกห้าวัน ทว่าในวันที่ไม่มีการฝึกใหญ่ ทหารก็มิได้เอาแต่เล่นสนุก
วันถัดจากการซ้อมรบ ซุนถานตัดสินใจคัดเลือกทหารใหม่ที่ยิงธนูเก่ง แล้วฝึกฝนทหารผู้มีพรสวรรค์เหล่านั้นเป็นพิเศษ
มีการตั้งเป้าเรียงเป็นแถวไว้ห่างออกไป 60 ก้าว ส่วนทหารใหม่ก็เรียงแถวอยู่ห่างจากเป้า 60 ก้าว วิธีนี้แม้จะง่ายและตรงไปตรงมา แต่ก็ช่วยคัดแยกผู้มีพรสวรรค์ด้านการยิงธนูได้อย่างรวดเร็ว
เฉินฉงจิ้นยืนอยู่หน้ากระบวน มองทหารเรียงแถวกันออกมายิงธนู บ้างก็ยิงถูกเป้า บ้างก็พลาดเป้า
ทันใดนั้นเสียงโห่ร้องยินดีก็ดังขึ้น มีคนยิงถูกกลางเป้า ลูกธนูทะลุผ่านเป้าไปได้ แม้คนผู้นี้จะตัวเตี้ย แต่ก็แข็งแรงกำยำ ครั้นยิงถูกเป้าแล้วก็ร้องอย่างภาคภูมิใจว่า “ข้าคือลู่เฟิงเสียง!”
ซุนถานเดินเข้าไปดู ลูกธนูที่ทะลุเป้าไป แล้วพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
ทหารในกองทัพล้วนชื่นชอบความกล้าหาญ เมื่อได้ยินลู่เฟิงเสียงเอ่ยเช่นนั้น ต่างก็พากันส่งเสียงโห่ร้อง เฉินฉงจิ้นเองก็ร่วมส่งเสียงด้วย ทว่าในใจกลับคันยุบยิบ เขาเองก็อยากลองไปยิงดูบ้าง ว่ามีพรสวรรค์ด้านการยิงธนูหรือไม่
