ความหวานที่ถูกส่งผ่านเข้ามาแทบจะจมเย่ปู้หวี่อยู่ตาย
แล้วที่ตามมันมาก็คือชีวิตสมรส
วันแรกที่ความขัดแย้งปะทุ เย่ปู้หวี่แทบอยากตายอยู่แล้ว
หล่อนคิด ทำไมไม่ไปล่ะ ไม่เข้ากันก็จากไป มันธรรมดาที่สุดเลยไม่ใช่หรือ
แต่อารมณ์ที่ถ่ายทอดมาบอกกับหล่อนว่า เธอหวงแหนนัก หวงความรู้สึกที่เคยลงทุนลงแรง หวงชีวิตที่ตอนนี้ยังพอใช้ได้อยู่
และหล่อนยิ่งหวาดกลัว กลัวการก้าวออกจากวงที่คุ้นเคยนี้ กลัวการเผชิญโลกที่ตัวเองไม่คุ้นเคยแล้ว
สองแรงดึงรั้งกันอยู่อย่างนั้น ก็กลายเป็นการอุดๆ ขี้ๆ อดไถไปวันๆ
เย่ปู้หวี่ยอมรับว่าตัวเองคับคั่น หล่อนไม่เคยผ่านชีวิตแบบผู้หญิงคนนี้ จึงเข้าใจง่าย ๆ ว่าการจากไปเป็นเรื่องง่าย
แต่สำหรับคนที่วางแผนอนาคตไว้แล้ว ให้ทิ้งชีวิตปัจจุบันไปเผชิญความไม่รู้ มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
เหมือนการได้งานสักที่ ช่วงแรกทำงานแล้วมีความสุข รู้สึกว่าทำได้ทั้งชีวิต สวัสดิการก็ดีงามสุด ๆ
แต่วันหนึ่งงานนั้นพังทันที ตัวเองก็เข้าเกณฑ์อายุ เงินเก็บก็ไม่ค่อยมี จะฝืนเกาะงานที่น่าขยะแขงงี้ต่อ หรือลาออกไปเปิดฉากบุกด่านชีวิตวัยเย็น มันเป็นคำถามจริง ๆ
เย่ปู้หวี่ถอนใจฮือฮา รู้สึกว่ากำลังใจของตัวเองแทบถูกความเจ็บปวดต่อเนื่องแบบนี้กัดกร่อนจนหมดสิ้น
เทียบกับเจ็บปวดรุนแรงในครั้งเดียว ความทุกข์แบบตกอยู่ในบึงโคลนที่ดิ้นไม่พ้นนี่ต่างหากที่ทรมานกว่า กัดกินกำลังใจกว่า
จนกระทั่งผู้หญิงคนนั้นตาย หล่อนถึงได้เปิดหนังสือที่เขียนชะตากรรมของตัวเอง
