แสงที่ถูกเหวี่ยงลงไปในทะเลปล่อยฟองอากาศออกมา เหมือนจะน้อยใจเต็มทึ้ง ก่อนจะพลิกตัวหมุนเร็วแล้วสวมเข้าที่ศีรษะของเย่ปู้หวี่ทันควัน
เย่ปู้หวี่อยากดึงสิ่งนี้ออก แต่กลับพบว่าแสงนี้ดูเหมือนผูกพันกับตัวเธอเข้าแล้ว ไม่ว่าจะโยนออกไปไกลแค่ไหน มันก็จะบินกลับมาอยู่บนศีรษะเสมอ
ราวกับวงแหวนคาดศีรษะบนหัวของซุนหงอกงั้นทีเดียว
เย่ปู้หวี่นั่งพับเท้าลอยอยู่เหนือผิวทะเล เริ่มใช้ความคิด
“ฉันเหมือน… โดนวางกับดักซะแล้ว”
นกทะเลบินสูง คลื่นซัดสลับ ลมทะเลกว้างไกลพัดพากลิ่นเค็มเล็ดลอดเข้ามาในปลายจมูก
เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความสงบ
เย่ปู้หวี่ไล่ตรวจพลังในร่างกายอีกครั้ง แล้วพบแหล่งกำเนิดแสงนุ่มนวลหนึ่งก้อนที่ส่วนลึกของวิญญาณ
แต่ไม่ว่าเธอจะแทง จะดึงมันอย่างไร ก้อนนั้นก็เหมือนตุ๊กตาไม่ล้ม เอาแต่นั่นั่นนิ่งไม่เปลี่ยนแปลง
ขจัดไม่ออก แต่ก็ขัดตาเสียเหลือเกิน
เย่ปู้หวี่เลยใช้พลังแห่งเหตุปัจจัยห่อมันไว้ แพ็กเป็นก้อนแล้วเหวี่ยงทิ้งไปมุมหนึ่ง
“ถึงมือแล้วก็ใจเย็นตามยถากรรมเถอะ ขึ้นฝั่งก่อนดีกว่า”
ร่างเบาหวิวพุ่งต่ำกวาดผ่านผิวทะเล เพียงชั่วพริบตาไม่กี่ครั้งก็จากท้องทะเลที่ไร้ผู้มาเยือน มาถึงชายฝั่ง
เย่ปู้หวี่หาหน้าผาสูงสักแห่ง จ้องมองไปยังขอบฟ้าไกล
น่าประหลาดใจตรงที่ที่นี่มีร่องรอยการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิต แถมยังไม่ใช่แค่อารยธรรมดึกดำบรรพ์ธรรมดา ๆ ด้วย
บนที่ราบกว้างที่ลาดเอียงเบา ๆ เมืองใหญ่หลวงแห่งหนึ่งปรากฏขึ้นในสายตา ตั้งอยู่ริมภูข้างน้ำ ถนนกว้างขวาง ตึกรามบ้านช่องตระหง่านเรียงราย
อาคารสูงใหญ่สไตล์แฟนตาซีหลังหนึ่งยืนเด่นอยู่ใจกลางเมือง สะดุดตาเหลือเกิน
