เสียงตะโกนด้วยความโกรธดังขึ้น ทำให้จ้าวเจ๋อที่พยายามแอบฟังอยู่ข้าง ๆ ตกใจจนดีดตัวลอยขึ้นจากที่เดิมทันที หากคนไม่รู้คงคิดว่าใต้ก้นของเขามีสปริงติดอยู่ พร้อมดีดส่งตัวออกไปตลอดเวลา
“เกิดอะไรขึ้น ๆ? เทพอะไร?”
ว่านหลานหันกลับมาตอบส่ง ๆ ว่า “กำลังด่าคนอยู่น่ะ พวกเรากำลังด่าคนประสาทเสียกันอยู่”
จ้าวเจ๋อนั่งกลับลงไปด้วยสีหน้าสงสัย
“คนประสาทเสียคนนั้นน่ะเหรอ?”
เฟิงเหลยที่ปิดหูอยู่แสยะยิ้มทั้งที่ไม่ยิ้ม ดั่งคำกล่าวว่าความอยากรู้อยากเห็นฆ่าแมว มันควรทำตัวเป็นภัยพิบัติอย่างว่าง่ายต่อไป ขอเพียงเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับหว่านเทียนชิงแม้แต่น้อย ก็ไม่มีอะไรที่เข้าใจได้ง่ายเลย
หัวใจของคนทั้งหกที่พังทลายจนมีเอกลักษณ์ของตนเองกระตุกวูบ ในสมองที่ว่างเปล่าขาวโพลน มีเพียงประโยคเดียวที่ดังก้อง
ใครเป็นคนสังหารโชคชะตา พวกเราอย่างนั้นหรือ?!
อินฟูบิดปลายเปียของตนไปมา หากถ่ายสีหน้าของคนตรงหน้าทั้งหลายเก็บไว้ หรงคงจะเก็บสะสมไว้อย่างดีแน่
แต่เพื่อไม่ให้ตัวเองในอดีตถูกหลอก เธอจึงตัดสินใจช่างมัน เธอไม่เหมือนหรงที่มีงานอดิเรกชอบรนหาที่ตาย
“ท่านเจ้าตำหนัก ยังมีภารกิจอื่นอีกไหม? ท่านเจ้าตำหนัก? นักเรียนเย่”
เย่ปู้หวี่ได้สติกลับมาด้วยสีหน้ามึนงง “หา? เรียกข้าอยู่หรือ”
อินฟูทั้งขำทั้งร้องไห้ ไม่เช่นนั้นแล้วจะเรียกใครกัน
เย่ปู้หวี่ตบหน้าตัวเองเบา ๆ เรียกสติที่ล่องลอยกลับคืนมา
“ภารกิจ ตอนนี้ยังไม่มี เจ้าทำสิ่งที่ควรทำไปเถอะ เดินตามจังหวะของพวกเจ้าไป หากมีเรื่องอะไร ข้าจะร้องขอความช่วยเหลือเอง”
ว่านหลานรู้สึกว่าคำพูดนี้ฟังดูขี้ขลาดอยู่บ้าง แต่ก็ไร้ช่องโหว่
