เพียงแค่เผชิญหน้ากับทั้งสามคน ยังไม่ทันได้พูดสักคำ พระรูปนั้นก็วิ่งหนีไปเสียแล้ว!
เซิ่งซินเยว่เป็นคนแรกที่ตั้งสติได้ เธอร้องเสียงต่ำว่า “ให้พวกเขาลงมือสิ!”
สิ้นเสียง ก็มีคนสี่ห้าคนพุ่งออกมาจากมุมไหนสักแห่ง ทุกคนล้วนปราดเปรียวว่องไว พากันกรูเข้าไปกดพระรูปนั้นไว้แน่น!
เฉิงหลีหันขวับมามองทั้งสองคน “!”
“คนของผมเอง”
เซี่ยจือเหยียนอธิบายว่า “ก่อนมาผมก็กลัวว่าจะเกิดเหตุไม่คาดฝัน เลยให้คนกลุ่มนี้ซุ่มอยู่ในที่มืดตลอด ตอนนี้ก็ได้ใช้พอดี”
“แล้วทำไมไม่บอกผม?”
เฉิงหลีทำสีหน้าเหมือนถูกทำร้ายจิตใจ “ไม่บอกก็แล้วไป แต่พวกคุณสองคนยังรวมหัวกันปิดบังผมอีกเหรอ?”
“ใครปิดบังคุณกัน”
เซิ่งซินเยว่กลอกตาใส่เขาเล็กน้อย “ตั้งแต่ออกเดินทาง ฉันก็สังเกตเห็นแล้วว่ามีคนแอบตามอยู่ แถมไม่ได้มีเจตนาร้าย ตอนนั้นฉันก็เดาว่าน่าจะเป็นคนที่พวกคุณจัดมา แค่ไม่แน่ใจว่าเป็นคนของใครกันแน่”
ในแววตาที่เซี่ยจือเหยียนมองเธอมีความประหลาดใจจาง ๆ ปะปนอยู่
เฉิงหลี “...”
จู่ ๆ เขาก็รู้สึกว่าตัวเองช่างเป็นส่วนเกินเสียจริง
ไม่อย่างนั้นทำไมถึงตามจังหวะของสองคนนี้ไม่ทันอยู่เรื่อยเลยนะ?
“อย่ามัวอึ้ง ไปดูกันเถอะ”
เซิ่งซินเยว่ก้าวเดินไป เซี่ยจือเหยียนก็เดินตามไปติด ๆ
เฉิงหลีมองแผ่นหลังของทั้งสองคน สุดท้ายก็เกาศีรษะที่เต็มไปด้วยผมสีทอง ก่อนเดินตามไปด้วยสีหน้าหดหู่
เพื่อไม่ให้เกิดความโกลาหล ชายฉกรรจ์ที่กดพระผอมโซไว้ก็รู้ความ ลากเขาเข้าไปในป่าละเมาะมืดครึ้มข้างทางทันที ดูท่าทางแล้วคงทำเรื่องแบบนี้มาไม่น้อย
