น้ำเสียงของเธอชอบธรรมเสียจนพี่เหมยถึงกับไม่รู้จะพูดอะไรอยู่ชั่วขณะ
“ไม่ใช่…”
ริมฝีปากของพี่เหมยสั่นระริก ทว่ากลับรู้สึกได้ว่ามือเย็นเฉียบข้างหนึ่งฉวยจับข้อมือเธอไว้
หนิงชูเงยหน้าขึ้น ใบหน้าซีดเผือดจนน่ากลัว “พี่เหมย ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว…”
ในชั่วขณะนั้น แววตาแตกสลายของเธอแทบจะเอ่อล้นออกมา
พี่เหมยปวดใจแทบขาด “พวกเขาทำเกินไปแล้วจริง ๆ…”
หนิงชูยิ้มเยาะตัวเอง “เกินไปงั้นเหรอ?”
“ไม่หรอก ฉันต่างหากที่โง่เอง ทั้งที่เป็นแบบนี้มาตลอด ฉันยังดันคาดหวังว่าพวกเขาจะเห็นแก่ที่ฉันทุ่มเทให้ครอบครัวมาตั้งมากมาย แล้วรักฉันเพิ่มขึ้นอีกสักนิด…”
“ถึงขั้นวันนี้พวกเขาโทรมาบอกว่าจะจัดงานวันเกิดให้ฉันก่อนกำหนด ฉันยัง…ดีใจจนบอกไม่ถูก”
เธอหลับตาลงแน่น น้ำเสียงแผ่วจางลง “แต่ตอนนี้ ในที่สุดฉันก็เข้าใจแล้ว และจะไม่คาดหวังกับเรื่องบางเรื่องอีก”
“ซินเยว่”
หนิงชูหันไปมอง “ฉันอยากรู้…ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่”
“ทำไมพวกเขาถึงเอาลิปสติกมาให้ฉัน แล้วน้ำมันศพนี่…มาจากไหนกันแน่?”
เซิ่งซินเยว่หันไปมองหนิงเย่า ก่อนกล่าวประชดว่า “เรื่องนี้ คงต้องถามน้องชายคนดีของคุณแล้วล่ะ”
หนิงเย่าหลบตาอย่างรู้สึกผิด “ผะ…ผมไม่รู้ว่าคุณกำลังพูดอะไร”
เซิ่งซินเยว่หัวเราะเยาะ “กล้าพูดไหมว่าคุณไม่ได้เอาสินเดิมของคนอื่นไป?”
