คุณนายเฉิงถลึงตามองเขา “เด็กบ้า พูดอะไรของแก แกเป็นลูกฉัน ถ้าแกเกิดเรื่องขึ้นมา ฉันไม่มาหาแล้วใครจะมา?”
“ครับ ๆ”
เฉิงหลีโอบแขนเธอไว้ทั้งสองข้าง ยิ้มประจบพลางหมุนเธอเป็นวงกลม ก่อนจะดันกึ่งประคองกึ่งอ้อนให้เธอเข้าไปนั่งในรถ “ผมรู้อยู่แล้วว่าแม่ดีที่สุด!”
เห็นลูกชายทำท่าราวกับอยากให้เธอรีบไปเสียเดี๋ยวนี้ คุณนายเฉิงก็ได้แต่จนใจ จึงกำชับว่า “ยังไงก็ตาม ช่วงนี้ฉันต้องจัดบอดี้การ์ดเพิ่มให้แกสักสองสามคน ห้ามปฏิเสธเด็ดขาด”
เฉิงหลีรู้ว่าตอนนี้จำเป็นต้องคล้อยตามแม่ จึงรับปาก “ได้ครับ ๆ ทำตามที่แม่บอกทุกอย่างเลย”
จนกระทั่งมองส่งคุณนายเฉิงจากไป ทั้งสามคนจึงทยอยขึ้นรถ
ในที่สุดเซิ่งซินเยว่ก็ฝืนเก็บสีหน้าไม่ไหว “ครั้งนี้ฉันประมาทเกินไป!”
เฉิงหลีรีบถามอย่างอดรนทนไม่ไหว “พระนั่นมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ต่อให้ป่วยกำเริบจริง ๆ ก็ต้องมีขั้นมีตอนบ้างสิ นี่มันเร็วเกินไปแล้ว!”
เซี่ยจือเหยียนเอ่ยเสียงขรึม “ตอนนั้นผมได้ยินคุณพูดถึงอะไรสักอย่างที่เรียกว่ามนต์ห้ามปาก มันคืออะไร?”
เซิ่งซินเยว่สูดหายใจเข้าลึก ๆ กว่าจะสงบสติอารมณ์ลงได้ก็ไม่ง่ายเลย
เธออธิบายว่า “มนต์ห้ามปาก พูดง่าย ๆ ก็คือวิธีที่ทำให้คนพูดไม่ได้ อย่างนี้ไง”
เธอดีดนิ้วดังเป๊าะ เฉิงหลีกำลังจะถามว่าหมายความว่ายังไง ก็พบว่าตัวเองอ้าปากไม่ออกเสียแล้ว!
“อื้อ ๆ ๆ!”
เขาตกใจจนหน้าถอดสี รีบยกมือปิดปาก เกิดอะไรขึ้นกันเนี่ย!
มีอะไรบีบปากเขาไว้กันแน่?!
เซิ่งซินเยว่ดีดนิ้วอีกครั้ง เฉิงหลีจึงหอบหายใจเฮือกใหญ่ “ตกใจแทบตาย! หมายความว่ายังไง เมื่อกี้เกิดอะไรขึ้น ทำไมผมพูดไม่ได้?”
