ถ้าจะถามว่าเมื่อชาติก่อนนางทำผิดต่อใครมากที่สุด ก็คงไม่มีใครเกินผู้หญิงตรงหน้าคนนี้
ครอบครัวยายหนักชายเบาหญิง แม่ซูเสี่ยวเจวียนอายุสิบกว่าปีก็ลาออกจากชั้นมัธยมปลาย ลงใต้ไปทำงานแล้วมีรัก ยังไม่ทันอายุยี่สิบก็มีนางเสียแล้ว
แฟนหนุ่มหน้าตาดีปากหวาน แต่พอเจอเรื่องกลับตื่นตูมไร้จุดยืน แถมไม่มีแผนการอะไรในอนาคต
ซูเสี่ยวเจวียนเป็นคนเข้มแข็ง ตัดสินใจบอกเลิกทันที ระดมเงินจากเพื่อนร่วมบ้านไปโรงพยาบาล เตรียมใช้ชีวิตต่อไปอย่างไรก็ไปตามนั้น
แต่พอลงชื่อในหนังสือยินยอมทำแท้ง ย่างเท้าเข้าไปในห้องผ่าตัดได้ครึ่งก้าว นางกลับหันหลังวิ่งหนี
หลังจากนั้น ซูเซี่ยรู้เรื่องน้อยมาก
ในความทรงจำ สองแม่ลูกแทบไม่เคยกลับบ้านยายไปกินข้าวปีใหม่ ซูเสี่ยวเจวียนวัยสาวไม่ต้องการพักผ่อน และก็ไม่มีน้ำตา นางรูปโฉมงดงาม แถมอัจฉริยะเก่งกาจรอบตัว เวลาเพียงไม่กี่ปี จากเด็กสาวเฝ้าร้านเสื้อผ้ากลายร่างเป็นเจ้าของกิจการสาวผู้ขับขี่รถเบนซ์
ก่อนเข้าเรียนจำความไม่ได้ ความทรงจำวัยเด็กของซูเซี่ยไม่มีความลำบากมากมาย ตั้งแต่ชั้นอนุบาล ของกินของใช้ล้วนเป็นของดีที่สุด กระทั่งชุดนอนก็เป็นผ้าไหมแท้ประดับโบว์กุหลาบ อยากได้อะไรก็ได้
ซูเสี่ยวเจวียนเองไม่ได้เข้ามหาวิทยาลัย จึงยึดติดเรื่องการเรียนของลูกสาวอย่างมาก
โรงเรียนที่ดีที่สุดสอบได้ก็สอบ สอบไม่ได้ก็ทุ่มเงิน สุดท้ายก็ส่งซูเซี่ยเข้าโรงเรียนมัธยมสายหนึ่งจนได้
ครูอาจารย์ระดับหัวกะทิของมณฑล ตึกรามแดงอิฐด้วยเถาไม้เลื้อยเขียว แต่ในหัวใจและสายตาของซูเซี่ยกลับมีแต่โจวจือเยี่ยนเพียงคนเดียว
ทะเลาะกับซูเสี่ยวเจวียนถี่ยิบ ปากก็เอาแต่พร่ำว่า “ไม่ต้องมายุ่ง” นานทีทะเลาะหนัก ซูเสี่ยวเจวียนนวดขมับพลางตะคอกให้นางไสหัวไป นางก็ไม่ยอมอ่อนข้อ แม้แต่คำต่อว่าซูเสี่ยวเจวียนที่ยายสาดเสียเทเสียก็ยังเอามาพ่นใส่
ภายหลังเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงในโรงงาน ซูเสี่ยวเจวียนถูกโยงใยพัวพันติดคุก ในช่วงเวลาคับขัน ใช้กำลังทั้งหมดต่อสู้ดิ้นรน เพียงเพื่อทิ้งทรัพย์สินไว้ให้ลูกสาวมากขึ้นอีกนิด
แล้วตอนนั้นซูเซี่ยล่ะ?
นางถูกสื่อที่แห่กันเข้ามาจนหวาดกลัว ควบคุมสติไม่อยู่ ร้องไห้ทั้งคืนเรื่องโจวจือเยี่ยนถอนหมั้น กระทั่งเวลาไปเยี่ยมซูเสี่ยวเจวียนในเรือนจำ ก็เอาแต่พร่ำพรายความน้อยใจของตัวเอง
ผู้เป็นแม่ที่เหมือนจะทำได้ทุกสิ่งทุกอย่างราวกับแก่ลงภายในคืนเดียว และก็ซูบผอม
ซูเซี่ยไม่ได้มองดูให้ละเอียด
นิสัยอย่างนางที่ดุเด็ดเผ็ดร้อนขนาดนั้น ในนั้นจะมีใครรังแกไหม
ซูเซี่ยก็ไม่เคยถาม
หนึ่งเดือนก่อนกลับมาเจอสวี่จี้ชิงอีกครั้ง ตำรวจโทรมาแจ้งว่า ซูเสี่ยวเจวียนหัวใจหยุดเต้นเสียชีวิตในเรือนจำ
สามวันถัดมา ซูเซี่ยกลับไปบ้านเก่าเพื่อเก็บข้าวของตกทอดของแม่ ชุดกระโปรงเจ้าหญิงที่นางใส่ตอนเด็กถูกพับอย่างเรียบร้อยเป็นระเบียบ กองซ้อนกันเต็มตู้ไปทั้งใบพร้อมกับอัลบั้มรูปหลายเล่ม
ซูเซี่ยหยิบออกมาเล่มหนึ่ง
ล้วนเป็นรูปที่นางคิดว่าถ่ายไม่สวย ขอบขาวมีลายมือหวัด ๆ ของซูเสี่ยวเจวียนเขียนว่า:
“เซี่ยเซี่ยฟันขึ้นใหม่ มืออยู่ไม่สุขชอบจับ”
“ร้านของเล่นปากซอยปิดกิจการ สร้อยพลาสติกสองหยวน ลูกสาวฉันใส่แล้วเหมือนเจ้าหญิง”
“งานแสดงศิลปะ กินอ้วนจนใส่กระโปรงไม่ได้ ร้องไห้โฮๆ อยูที่บ้าน”
“ขี้เหร่อะไรกัน ยังมีเด็กผู้หญิงคนไหนสวยกว่าหนูอีก เธอคือเซี่ยเซี่ยที่มีเพียงหนึ่งเดียวในโลกนี้”
……
ซูเซี่ยพลิกดูมั่ว ๆ ใส่กลับไม่เข้าที่ เดินไปเดินมาไม่รู้จะเอาไปไว้ไหน เผลอเรียก “แม่” ออกมา
ในความเงียบยาวนาน นาฬิกาแขวนเก่าบนผนังดังติ๊กต๊อก
ห้องว่างเปล่า บนพื้นมีเพียงเงาของนางคนเดียว หัวใจของซูเซี่ยถูกบีบขยี้จนเละ ร้องไห้จนยืนไม่อยู่
นางไม่ได้เรียกแม่มานานแค่ไหนแล้ว?
สามปีหลังจากซูเสี่ยวเจวียนเสียชีวิต ความโดดเดี่ยวที่ไม่มีใครบนโลกนี้เกี่ยวพันทางสายเลือดอีกแล้ว ช่างจารึกฝังลึกในกระดูกดำ ถึงขนาดที่เมื่อเรียกคำนี้ออกมาครั้งนี้ นางยังรู้สึกราวกับไม่มีอะไรให้ยึดเหนี่ยว
แอร์ในรถเป่าเย็นฉ่ำ
ซูเซี่ยกอดเอวแม่ไม่ยอมปล่อย หน้าถูไถอย่างไม่บันยะบันยังบนเสื้อผ้าสะอาดสะอ้านของสตรี หนังละเอียดโดนเข็มกลัดขีดข่วน รู้สึกแสบปร่า
ซูเซี่ยไม่ได้รู้สึกเจ็บ กลับรู้สึกเพียงโชคดี—
ต้องโชคดีมากแค่ไหน ถึงจะได้ย้อนเริ่มต้นอีกครั้ง?
ยามนี้นางอายุเพียงสิบเจ็ดปี
เทอมแรกของชั้นมัธยมปลายปีที่สอง เพิ่งเปิดเรียน โรงงานใหม่ยังไม่เริ่มก่อสร้าง นอกหน้าต่างคือฤดูร้อนสดใส บนตัวคือกระโปรงชุดนักเรียนที่ซูเสี่ยวเจวียนซักจนหอมฟุ้ง นางกับแม่ยังมีอนาคตอีกแสนยาวไกลให้เดินไปด้วยกัน
เบาะหลังของรถ น้ำตาเด็กผู้หญิงเปื้อนเต็มอกซูเสี่ยวเจวียน ใบหน้างดงามน้อย ๆ ร้องจนยุ่งเหยิงไปหมด สะอื้นไห้จนไม่สามารถพูดประโยคครบสมบูรณ์ออกมาได้
ซูเสี่ยวเจวียนชะงักนิ่งกลางอากาศอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะขยำผมของซูเซี่ยเบา ๆ หนึ่งที น้ำเสียงแข็งกระด้างอ่อนลงตามหัวใจ “……คราวนี้ผิดหวังจากรักจริง ๆ แล้วหรือ?”
“แม่บอกหนูตั้งนานแล้วว่าเด็กหนุ่มคนนั้นดูยังไงก็พึ่งพาไม่ได้ รู้ตัวเร็วก็ดี” ลูกสาวดื้อเงียบมาหลายปี ตั้งแต่มัธยมปลายก็ไม่เคยกอดนางแบบนี้อีกเลย ซูเสี่ยวเจวียนแปลกไปบ้าง “กินข้าวเย็นไหม อาหารฝรั่งหรืออาหารจีน?”
น้ำเสียงซูเซี่ยอู้อี้ “หนูอยากกินข้าวที่แม่ทำ”
“อย่ามาตอแหล” ซูเสี่ยวเจวียนบิดหูนาง “สองวันก่อนยังรังเกียจฉันอยู่เลย บอกว่าฉันทำได้แต่สลัดมะเขือเทศใส่น้ำตาล”
“หนูหลอกแม่เล่นน่ะ”
ขนตาของสาวน้อยเปียกชื้น ซุกซบลงบนซอกคอของมารดาอีกครั้ง “หนูชอบสลัดมะเขือเทศใส่น้ำตาลที่สุดเลย”
“พูดจาดีแค่ไหนก็ต้องไปซ้อมเชลโล ค่าเรียนอาจารย์หลี่แพงจะตาย โดดอีกครั้งแม่ต้องตัดค่าขนมเดือนหน้าแกแน่”
ซูเซี่ยเอออออรับส่ง ๆ สูดจมูกฟุดฟิดเหมือนหมาน้อย
น้ำยาซักผ้า ครีมบำรุงผิวหอมหวาน แผ่นยาหม่องที่แปะบนบ่าของสตรี และความรักใคร่อาลัยอาวรณ์ที่บอกไม่ถูก อธิบายไม่ได้ ราวกับเป็นธรรมชาติแฝงเร้นมาตั้งแต่เกิด
นี่คือกลิ่นของแม่นี่นา!
-
เวลาบ่ายสี่เพิ่งผ่านไป
ถนนใจกลางเมืองเริ่มติดขัด รอสามไฟแดงถึงข้ามไปได้ในเส้นทางเดียว
โรงเรียนประถมตรงหัวมุมถนนเพิ่งเลิก เด็กแบกกระเป๋านักเรียนส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าววิ่งกรูกันออกมากลุ่มใหญ่ ท่ามกลางกลุ่มผู้ปกครองที่ยืนรออยู่ด้านนอก มีเด็กหนุ่มชุดนักเรียนโรงเรียนมัธยมสายหนึ่งคนหนึ่งที่โดดเด่นสะดุดตา
ผ่านกระจกรถ ซูเซี่ยเงยมองไป
ช่วงปลายฤดูร้อน แดดเผาถนนลาดยางร้อนจี่ สวี่จี้ชิงนั่งยอง ๆ อยู่ริมถนน กำลังผูกเชือกรองเท้าให้เด็กผู้หญิงผมทรงเห็ดคนหนึ่ง แสงเงาลายพร้อยของต้นเพลนโพร่าระยิบไหวร่วงหล่นบนแผ่นหลังของเขา จากมุมของซูเซี่ย จะเห็นเพียงคางเรียวตอบของเด็กหนุ่มเท่านั้น
สวี่จี้ชิงเคลื่อนไหวเร็วมาก จัดการรัดเชือกรองเท้าทั้งสองข้างของเด็กน้อยเสร็จ กลับไม่ได้ลุกขึ้นทันที ยังคงนั่งยอง ๆ อยู่ที่เดิม ทำไม้ทำมือกับเด็กผู้หญิง
อากาศร้อนเกินไป เขาพับแขนเสื้อชุดนักเรียนขึ้นตามสบาย
เด็กหนุ่มผิวขาวซีด แขนท่อนล่างเรียวยาวแข็งแรง
ห่างกันขนาดนั้น รอยแผลเป็นตื้นลึกสลับทับซ้อนด้านบนก็ยังมองเห็นได้ชัดเจน ที่เด่นชัดที่สุดคือรอยหนึ่งบนแขนขวา เกือบลากจากข้อศอกทะลุถึงข้อมือ รอยเข็มเย็บน่าเกลียดและหยาบกระด้าง
ซูเซี่ยบิดตัวจ้องมองอยู่นาน จนกระทั่งไฟเขียวสว่าง เสื้อนักเรียนขาวที่ปลายสุดของสายรถหดเหลือเป็นจุดแสง จึงหันศีรษะกลับมา
“เห็นเพื่อนร่วมชั้นรึ?” ซูเสี่ยวเจวียนชำเลืองตาม ก็มีแต่รถเต็มไปหมด
“……เปล่าหรอก”
ซูเซี่ยโอบกอดมารดาอีกครั้ง กลืนสะกดอารมณ์กระเพื่อมนั้นลงไป
นางรู้ว่าเขาลำบากมามาก
ทว่าความทุกข์ยากมากมายที่นางนึกว่าจะมาเยือนในรั้วมัธยมปลาย กลับถูกกดทับอยู่บนบ่าของสวี่จี้ชิงตั้งแต่เนิ่นนานกว่านั้นอีก
-
กลับถึงบ้าน เพราะซูเซี่ยออกอาการออดอ้อนอ่อนข้ออย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ซูเสี่ยวเจวียนให้ป้าทำกับข้าวหยุดงานหนึ่งวัน ลงครัวเอง ทำกับข้าวที่ทำเสร็จรวดเร็วทั้งโต๊ะ:
สลัดมะเขือเทศใส่น้ำตาล หมูกระป๋องทอด ทั้งยังมีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปต้มที่ใส่ผักกาดน้อยกับไข่ดาวอีกสองชาม
หน้าตาธรรมดา ล้วนเป็นอาหารมื้อง่าย ๆ ตามมีตามเกิดที่เมื่อชาติก่อนมิอาจเข้าตาซูเซี่ย
รสชาติก็ยังเป็นรสชาตินั้น แต่นางครานี้เข้าใจแล้วว่าเวลาอันแสนสงบธรรมดานั้นมีค่าเพียงใด รู้สึกว่าหอมเหลือเกิน
ในห้องกินข้าว แสงไฟนุ่มนวล ซูเซี่ยถือตะเกียบข้างหนึ่งช้อนข้างหนึ่ง ก้มหน้ากินอย่างตะกละตะกลาม
น้ำซุปเส้นสุดท้ายดื่มหมด ถือชามเรอออกมาหนึ่งครั้งชนิดไม่มีกุลสตรี ปัดกวาดเตรียมจะไปล้างครัว
ซูเสี่ยวเจวียนมองจนตาโต
เพราะเทอมที่แล้วถูกเด็กผู้ชายที่ชอบบอกว่าอ้วน ซูเซี่ยกัดฟันลดน้ำหนัก ต่อให้ห้ามยังไงก็ไม่กินข้าวเย็น ถึงขั้นหิวจนขาอ่อน ก็อย่างมากแค่แทะแอปเปิ้ลสองคำ
ลูกสาวกินอิ่มอย่างมีความสุขครั้งสุดท้ายนี่มันเมื่อไหร่ นางแทบลืมไปแล้ว
ซูเสี่ยวเจวียนเป็นห่วงว่านางถูกเรื่องอกหักกระตุ้นจนฟั่นเฟือน “……ถ้าลูกไม่สบายใจจริง ๆ เดี๋ยวไม่ต้องไปเรียนเชลโลแล้ว แม่ช่วยลาไว้ให้อาจารย์หลี่แล้วกัน”
“ลาอะไรกันคะ ต่อไปหนูจะไปตรงเวลาทุกครั้งเลยค่ะ”
ซูเซี่ยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้น ใช้ฟองน้ำถูฟองสบู่ กลิ่นน้ำยาล้างจานเลมอนหอมฟุ้งในอากาศ กระโปรงพลีทพลิ้วไหว
