นางเลียนแบบฉากในละครยุคก่อนที่เคยดูในชาติภพก่อน แล้วเอ่ยปลอบเบา ๆ
“ท่านแม่ ลูกเพียงถูกเนรเทศ มิได้ไปตายเสียหน่อย ท่านอย่าเศร้าไปเลยเจ้าค่ะ”
เฮ่อจือหร่านไม่พูดเช่นนี้เสียยังดีกว่า พอเห็นว่าบุตรสาวรู้ความขึ้นกว่าแต่ก่อน หลิงเสวี่ยเยี่ยนก็ยิ่งร้องไห้หนักกว่าเดิม
เฮ่อเยวียนหมิงแม้จะมิได้ร้องไห้ฟูมฟายเหมือนหลิงเสวี่ยเยี่ยน ทว่าขอบตาก็แดงก่ำขึ้นมาเช่นกัน
เขารู้ดีว่าเวลาเหลือไม่มาก จึงเอื้อมมือดึงหลิงเสวี่ยเยี่ยนมายืนข้างกาย
จากนั้นจึงหันไปกล่าวกับเฮ่อจือหร่านอย่างจริงจังว่า “พ่อกับแม่ทำผิดต่อเจ้าแท้ ๆ เพิ่งแต่งงานได้เพียงวันที่สอง เจ้าก็ต้องประสบเคราะห์ร้ายโดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่เช่นนี้”
กล่าวจบ เฮ่อเยวียนหมิงก็หยิบถุงเงินตุง ๆ ออกจากอกเสื้อ แล้วแอบวางลงในมือเฮ่อจือหร่าน
นอกจากนี้ เขายังยัดห่อผ้าขนาดพอเหมาะให้นางอีกห่อหนึ่ง
เจ้าหน้าที่มิได้เข้ามาขัดขวาง เพราะพวกเขารับสินน้ำใจจากคนเหล่านี้ไปแล้ว
อีกอย่าง นักโทษพวกนี้มีเงินติดตัว ระหว่างทางก็ต้องนำมาให้พวกเขาอยู่ดี
“นี่คือเงินค่าเดินทางที่พ่อกับแม่เตรียมไว้ให้เจ้า อย่าเสียดายที่จะใช้ ระหว่างทางนอกจากจะติดสินบนเจ้าหน้าที่แล้ว ก็ขอให้พวกเขาช่วยหาอาหารดี ๆ ให้เจ้ากินด้วย
อีกอย่าง เจ้ารักความสะอาดมาตั้งแต่เด็ก แม่จึงเตรียมเสื้อชั้นในสำหรับเปลี่ยนไว้ให้สองสามชุด”
เฮ่อเยวียนหมิงพูดไปพูดมาก็เริ่มกล่าวต่อไม่ไหว
เขาเบือนหน้าหนี ไม่กล้ามองเฮ่อจือหร่านอีก สุดท้ายก็ยังเอ่ยออกมาว่า “พ่อผิดเอง ไม่ควรบังคับให้เจ้าแต่งเข้าตระกูลม่อ”
“ท่านพ่อ” เฮ่อจือหร่านเรียกคำนี้ออกมาอย่างไม่มีความรู้สึกติดขัด
ไม่ว่าจะเป็นเฮ่อเยวียนหมิงในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม หรือบิดาผู้เปี่ยมด้วยความรักที่ยืนอยู่ตรงหน้า เฮ่อจือหร่านก็มั่นใจได้ว่าเขาเป็นบิดาที่ดีคนหนึ่ง
