เรื่องนี้เฮ่อจือหร่านก็เห็นว่าจำเป็นต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า อีกอย่าง ม่อจิ่วเย่เตือนด้วยตัวเอง ย่อมมีน้ำหนักมากกว่าคนที่เพิ่งมาถึงอย่างนางพูด
“ดี ข้าจะให้คนไปเชิญพวกนางมาเดี๋ยวนี้”
เฮ่อจือหร่านออกไปสั่งบ่าวรับใช้หน้าประตู ให้แยกย้ายไปเชิญคนจากแต่ละเรือน แล้วจึงกลับเข้ามาในห้องอีกครั้ง
นางถามม่อจิ่วเย่ว่า “ในใจท่านมีการจัดการที่ดีแล้วหรือ?”
“เจ้าและพี่สะใภ้ทั้งหลายรับหนังสือหย่าไปได้” ม่อจิ่วเย่ในยามนี้คิดได้เพียงว่า ให้มีคนได้รับผลกระทบน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
เฮ่อจือหร่านไม่ได้โต้แย้ง
นางกับพี่สะใภ้ทั้งแปดแม้จะคบหากันไม่มาก แต่ก็ดูออกว่า ล้วนเป็นผู้มีจิตใจดีงาม
อายุยังน้อยก็เป็นม่าย น่าสงสารยิ่งนักแล้ว หากต้องถูกเนรเทศไปรับทุกข์ด้วยกันอีก ยิ่งทำให้ใจทนดูไม่ได้
ส่วนตัวนางเอง กลับไม่ได้คิดมากมายถึงเพียงนั้น
นางเห็นใจในโชคชะตาของตระกูลม่อ และก็หวังจะใช้กำลังของตนเอง เปลี่ยนแปลงชะตากรรมที่ม่อจิ่วเย่จะจากไปก่อนวัยอันควรได้
ไม่นานนัก ท่านย่าตระกูลม่อและพี่สะใภ้ทั้งหลายก็ทยอยมาถึง
เฮ่อจือหร่านดูออกว่า สีหน้าเป็นห่วงม่อจิ่วเย่ของทุกคนนั้นจริงใจไม่เสแสร้ง
ท่านย่าม่อเป็นคนแรกที่มาถึงข้างเตียงบุตรชาย ในดวงตาคลอไปด้วยน้ำตา แต่กลับยังดูเข้มแข็ง
“จิ่วเย่ เจ้าเจ็บตรงไหนหนักหนารึ?”
“ท่านแม่ ลูกไม่เป็นไร เป็นแค่บาดแผลเล็กน้อย”
“น้องเก้า เหตุใดเจ้าจึงบาดเจ็บ?” สะใภ้สี่ถามด้วยความเป็นห่วง
ม่อจิ่วเย่กวาดตามองรอบหนึ่ง
“รอพี่สะใภ้มาครบ ข้าจะบอกทุกคนพร้อมกัน”
เมื่อเห็นม่อจิ่วเย่กล่าวเช่นนี้ ทุกคนก็ไม่มีใครซักไซ้อีก มีแต่ห่วงใยในอาการบาดเจ็บของเขาอย่างจริงใจ
อีกครู่หนึ่ง พี่สะใภ้อีกหลายคนที่อยู่ไกลออกไปก็มาถึง
เฮ่อจือหร่านออกไปสั่งบ่าวรับใช้ด้วยความระมัดระวัง ให้เฝ้าประตูไว้ให้ดี อย่าให้ใครเข้ามาได้
สำหรับความละเอียดรอบคอบของเฮ่อจือหร่าน ม่อจิ่วเย่รู้สึกอบอุ่นใจยิ่งนัก และในขณะเดียวกัน เขาก็มีความคิดต่อเฮ่อจือหร่านที่เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างมาก
หากไม่เจอเรื่องเช่นนี้ บางทีเขาอาจจะลองอยู่กินกับนางไปด้วยกันตลอดชีวิต
น่าเสียดาย สวรรค์แกล้ง ให้เขาไม่มีโอกาสเช่นนั้น
ม่อจิ่วเย่ดึงสติที่ล่องลอยกลับมา เอ่ยเสียงทุ้มว่า “ท่านแม่ พี่สะใภ้ทั้งหลาย วันนี้ข้าเข้าวังโดนฮ่องเต้กลั่นแกล้ง ถูกโบยหนักห้าสิบไม้”
เมื่อได้ฟัง เหล่าสะใภ้ก็ใจไม่สงบโดยสิ้นเชิง
“น้องเก้า เจ้าทำผิดอะไรไป ฮ่องเต้จึงได้โบยเจ้า?”
“ใช่แล้วน้องเก้า เจ้าบาดเจ็บหนักหรือไม่ ห้าสิบไม้ใช่ว่าล้อเล่น”
“น้องเก้า...”
ฟังคำห่วงใยต่อเนื่องกัน แม้ม่อจิ่วเย่ผู้เป็นชายกร้าวก็ยังรู้สึกอบอุ่นในใจ
ครอบครัวที่สมานฉันท์เช่นนี้ เกรงว่าตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป จะไม่มีอีกแล้ว
แม้ในใจจะอาลัย แต่สิ่งที่ควรทำก็ต้องทำ
“ท่านแม่ พี่สะใภ้ทั้งหลาย ดูจากเรื่องวันนี้ ฮ่องเต้มิอาจทนให้จวนปกปักษ์แคว้นของข้าอยู่ต่อไป เกรงว่าอีกไม่นานคงมีโองการลงโทษ เบาก็เนรเทศ หนักก็ตัดศีรษะ”
ม่อจิ่วเย่จงใจกล่าวให้เรื่องฟังดูร้ายแรง หวังให้พี่สะใภ้เหล่านั้นรู้ความยากแล้วถอย
เมื่อได้ฟัง สายตาของพี่สะใภ้ทั้งแปดก็จับจ้องไปที่เฮ่อจือหร่านเป็นตาเดียวกัน
ตอนที่พวกนางออกจากเรือนหอ น้องสะใภ้เก้าก็เคยเตือนเช่นนี้
ตอนนั้นพวกนางไม่ใส่ใจ กลับเห็นว่าน้องสะใภ้เก้าพูดพร่ำเพ้อวิตกกังวลเกินไป
ทว่า เมื่อได้ยินจากปากม่อจิ่วเย่อีกครั้ง ก็ทำให้พวกนางต้องให้ความสำคัญขึ้นมา
เฮ่อจือหร่านสบตากับแววตาสอบถามเหล่านั้น เพียงพยักหน้าให้พวกนางอย่างหนักแน่นเล็กน้อย เป็นการยืนยันว่าที่ตนพูดไปเมื่อครู่ไม่ได้กล่าวเหลวไหล
“จิ่วเย่ เจ้าพูดเรื่องจริงหรือ?” ท่านย่าม่อที่ปกติหนักแน่น ครานี้ก็ยังไม่สงบใจ
“ท่านแม่ มีแปดเก้าส่วนที่จะเป็นเช่นนั้น” ม่อจิ่วเย่มิได้พูดจนสิ้นสงสัย เพราะเขาก็เพียงฟังจากเฮ่อจือหร่าน แล้วประกอบกับความคิดวิเคราะห์ของตนบางส่วน
ท่านย่าม่อได้ฟัง ร่างก็สั่นสะท้าน
“คิดไม่ถึงว่าตระกูลม่อของข้า สืบต่อกันมาด้วยความจงรักภักดี บุรุษในตระกูลสละชีพเพื่อชาติ สุดท้ายกลับได้ผลลัพธ์เช่นนี้หรือ?”
กล่าวไปมา ท่านย่าม่อกลับหัวเราะเย็นขึ้นมา
“แรกเริ่มข้าเคยเตือนพ่อเจ้า ให้ปลดเกราะคืนนา คุณงามความดีและลาภยศสรรเสริญ ล้วนไม่เท่าการที่ครอบครัวอยู่กันอย่างสงบสุขเป็นแก่นสาร แต่เขาไม่ยอมฟัง
บอกว่าภารกิจของตระกูลม่อคือปกป้องแคว้นต้าซุ่น คำพูดเดียวนี้ ทำให้ข้าต้องสูญเสียสามีและบุตรชายทั้งแปดคน
ใช้ชีวิตปกป้องแคว้นต้าซุ่นแล้วเป็นเช่นไรเล่า?
ฮึๆ...ช่างเป็นเรื่องน่าขันยิ่งนัก...”
พี่สะใภ้ทั้งแปดก็โกรธแค้นไม่แพ้กัน
“เกินไปแล้ว ตระกูลม่อเราผิดอะไร ต้องมารับเคราะห์เช่นนี้?”
“ข้าไม่ยอม ข้าจะกลับบ้านบิดามารดาเดี๋ยวนี้ ให้บิดาข้าช่วยพูดทัดทาน”
“ข้าจะไปหาพี่ชายข้า หวังว่าเขาจะช่วยได้บ้าง”
ม่อจิ่วเย่ส่ายหน้า
“พี่สะใภ้ทั้งหลายอย่าได้คิดเลย! ฮ่องเต้หมายมั่นจะกำจัดตระกูลม่อ จะฟังคำทัดทานได้อย่างไร?”
“แล้วจะทำเช่นไร? มิให้พวกเราต้องรอให้ใครโยนความผิดมาป้ายสีตามอำเภอใจหรือ?” สะใภ้เจ็ดหยางมั่นซินถามอย่างไม่ยอม
ม่อจิ่วเย่มิได้ตอบ หากแต่มองไปที่ท่านย่าม่อ
“ท่านแม่ ลูกคิดว่า สู้นำโอกาสนี้มอบหนังสือหย่าให้พี่สะใภ้คนละฉบับ ดีกว่ามาได้รับโทษไปกับตระกูลม่อด้วยกัน?”
ท่านย่าม่อคิดเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยอย่างหนักแน่นว่า “อืม จิ่วเย่พูดมีเหตุผล พี่สะใภ้ของเจ้าล้วนน่าสงสารนัก ตระกูลม่อเราจะมาทำให้พวกนางลำบากไปกว่านี้มิได้อีกแล้ว ยังมีเฮ่อซื่อ พึ่งเข้าประตูมาก็ต้องรับโทษกับตระกูลม่อ นับว่าต้องมลทินอย่างไม่เป็นธรรม”
“ท่านแม่ น้องเก้า ข้าไม่เอาหนังสือหย่า ซุยปี้ถิงเกิดเป็นคนตระกูลม่อ ตายก็ต้องเป็นผีตระกูลม่อ”
“ข้าก็เช่นกัน ต่อให้ตระกูลม่อจะถูกประหารทั้งโคตร เซี่ยฟางก็จะอยู่ด้วยจนวาระสุดท้าย”
“ข้าก็ไม่เอาหนังสือหย่า จะอยู่เป็นตายร่วมกับตระกูลม่อ”
“ข้าสัญญากับสามีไว้แล้ว ไม่ว่าอย่างไรก็จะอยู่ปรนนิบัติท่านแม่แทนเขา”
“ข้าก็ไม่ไป”
“...”
ม่ายทั้งแปดของตระกูลม่อ ต่างโกรธแค้นกันทุกคน ไม่ยอมรับหนังสือหย่าแล้วจากไป
ต่อให้เป็นหนทางรอดเพียงหนึ่งเดียว พวกนางก็ไม่ต้องการ จะอยู่เป็นตายร่วมกับตระกูลม่ออย่างเด็ดเดี่ยว
เมื่อเห็นสะใภ้ทั้งแปดทำเช่นนี้ ท่านย่าม่อซาบซึ้งใจ สายตาก็กวาดไปที่เฮ่อจือหร่าน
“เฮ่อซื่อ เจ้าล่ะ?”
“ข้าจะอยู่ด้วย” เฮ่อจือหร่านตอบทันทีอย่างไม่ต้องคิด
ท่านย่าม่อมองไปที่ม่อจิ่วเย่อีกครั้ง “จิ่วเย่ เจ้าก็เห็นแล้ว หญิงในตระกูลเราล้วนเด็ดเดี่ยว แม่เองก็อยากให้พวกนางสมใจ”
เมื่อได้ฟัง ม่อจิ่วเย่มองทุกคนด้วยความเคารพ ในแววตามีความศรัทธา
“พี่สะใภ้ทั้งหลาย ชีวิตมีเพียงครั้งเดียว หากอยู่ได้ ใครจะเลือกตาย ข้าอยากให้เรื่องนี้พวกท่านอย่าใช้เพียงอารมณ์”
“น้องเก้า ข้าตัดสินใจแล้ว เจ้าอย่าพูดอีกเลย”
ภายใต้การนำของสะใภ้ใหญ่ สะใภ้คนอื่นๆ ก็เลือกเช่นเดิมอีกครั้ง
ท่านย่าม่อรู้ดีถึงนิสัยของสะใภ้เหล่านี้ แม้ในยามปกติที่อยู่ด้วยกัน จะมีกระทบกระทั่งเล็กน้อยบ้าง แต่เมื่อถึงยามคับขัน ทุกคนล้วนไม่เป็นผู้หนี
นี่คือสิ่งที่ควรเป็นของสตรีตระกูลม่อ