เฮ่อจือหร่านยังคงหลบหลีกสายตาของเหล่าผู้คุ้มกัน มองหาเป้าหมายที่จะเก็บเกี่ยวทรัพย์สิน ขณะเดียวกันก็ปล่อยจิตสำนึกเข้าไปสำรวจในมิติ
นึกว่าจวนปกปักษ์แคว้นจะร่ำรวยมีฐานะมั่นคง มีทรัพย์สมบัติติดบ้านอยู่บ้าง
ผู้ใดจะคาดคิดว่า นอกจากผ้าบางพับที่มีสีสันฉูดฉาดแล้ว ก็มีเพียงเสบียงอาหาร ทั้งธัญพืชหยาบและละเอียด นอกจากนี้ยังมีเงินแท่งครึ่งหีบ
ส่วนของโบราณ ภาพอักษร ทองคำ เงิน เพชรนิลจินดา มีน้อยแสนน้อย
จวนปกปักษ์แคว้นที่ทรงเกียรติ กลับยากจนข้นแค้นถึงเพียงนี้ แสดงให้เห็นถึงความซื่อสัตย์สุจริตของสกุลหมอ
ทว่า ตระกูลที่ภักดีรับใช้ชาติมาหลายชั่วอายุคนเช่นนี้ กลับถูกผู้ปกครองหวาดระแวง ช่างไร้ซึ่งตาแห่งฟ้าเสียจริง
เงินเพียงครึ่งหีบนั้น เมื่อดูด้วยสายตาแล้วคงประมาณหนึ่งหมื่นตำลึง แม้จะน้อยกว่าที่คิดไว้มากนัก แต่เฮ่อจือหร่านเชื่อมั่นว่า ในยามที่ต้องถูกเนรเทศไปยังดินแดนรกร้าง การมีก็ยังดีกว่าไม่มี
เฮ่อจือหร่านครุ่นคิดไปพร้อมกับลงมือ เก็บกวาดข้าวของในทุกที่ที่นางเข้าถึงได้ง่ายเข้าไปในมิติ จนกระทั่งมิติแน่นขนัดจนไม่อาจยัดเยียดสิ่งใดลงไปได้อีก จึงจำต้องกลับไปยังเรือนของตนอย่างเสียมิได้
ขณะนั้น เวลาล่วงเลยมาตั้งแต่นางออกไปกว่าหนึ่งชั่วยามแล้ว
เฉียวอวี้ยังคงยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูด้วยความจงรักภักดี เฮ่อจือหร่านกระโดดข้ามหน้าต่างเข้าไปในห้องนอนโดยตรง
เพิ่งจะเปลี่ยนชุดลายพรางออก ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าอันรีบเร่งดังมาจากด้านนอก
“ท่านกั๋วกงเป็นอันใดไป?”
เฮ่อจือหร่านได้ยินเสียงถามอย่างร้อนใจของเฉียวอวี้ จึงรีบออกไปรับ
เห็นหมอจิ่วเย่ถูกองครักษ์สองนายใช้แผ่นประตูหามเข้ามายังด้านในเรือน
“ฮูหยิน ท่านกั๋วกงได้รับบาดเจ็บ ข้าน้อยจะส่งตัวท่านกลับก่อน แล้วจึงไปเชิญหมอหลวงมาเดี๋ยวนี้”
พลางกล่าว องครักษ์ทั้งสองก็เคลื่อนย้ายหมอจิ่วเย่จากแผ่นประตูไปยังเตียงนอนแล้ว
องครักษ์ทั้งสองจากไป เฉียวอวี้ตาแดงก่ำเดินมาข้างกายเฮ่อจือหร่าน
“คุณหนูใหญ่ ท่านกั๋วกงออกไปเมื่อครู่ยังดูดีอยู่เลย เหตุใดเพียงชั่วประเดี๋ยวก็สิ้นสติไม่รู้สึกตัวเช่นนี้?”
เฮ่อจือหร่านก็กำลังสังเกตอาการของหมอจิ่วเย่ เห็นเขาหลับตาสนิท ดูคล้ายหมดสติ
“เจ้าไปเฝ้าที่หน้าประตูก่อน หากหมอหลวงมา จงนำตัวเข้ามาทันที”
สิ่งแรกที่นางต้องทำคือส่งเฉียวอวี้ไปให้พ้นทาง จากนั้นจึงตรวจดูบาดแผลให้หมอจิ่วเย่
“เจ้าค่ะ!” เฉียวอวี้รับคำพลางหันหลังเดินจากไป
เฮ่อจือหร่านปรับเทียนมงคลสีแดงเข้มสองเล่มให้สว่างที่สุด แล้ววางไว้ข้างเตียง เตรียมตรวจดูสภาพของหมอจิ่วเย่
ผู้ใดจะรู้ เพียงมือนางยื่นออกไป หมอจิ่วเย่ก็ลืมตาขึ้น
“ข้าไม่เป็นไร”
ฟังจากน้ำเสียงของเขาแล้วหนักแน่นมีพลัง คาดว่าคงไม่เป็นอันใดมากนัก
“เกิดอันใดขึ้นกันแน่?” เฮ่อจือหร่านถาม
หมอจิ่วเย่ลังเลครู่หนึ่ง พลิกตัวเล็กน้อย
ดวงตาชวนเยือกเย็นทั้งคู่ของเขาจับจ้องไปที่เฮ่อจือหร่าน
“เจ้ารู้มาจากที่ใดว่าข้าเข้าวังวันนี้แล้วจะถูกฝ่าบาทลอบทำร้าย?”
ระหว่างทางกลับจากวังหลวง หมอจิ่วเย่นอนคว่ำอยู่บนแผ่นประตู ใจครุ่นคิดมาตลอดว่าเฮ่อจือหร่านล่วงรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร
ความเป็นไปได้มากที่สุดก็คือ เฮ่อเยวียนหมิงผู้เป็นพ่อตาของเขารู้เรื่องนี้ล่วงหน้า มิเช่นนั้นเขาก็มิอาจอธิบายทั้งหมดนี้ได้
หากเป็นเช่นนั้นจริง เฮ่อเยวียนหมิงก็ไม่พ้นเป็นคนของฝ่าบาท และเฮ่อจือหร่านก็อาจเป็นไส้ศึกของอีกฝ่าย
เมื่อคิดได้ดังนี้ แววตาที่หมอจิ่วเย่มองเฮ่อจือหร่านก็ยิ่งล้ำลึกขึ้นหลายส่วน
หากเป็นคุณหนูใหญ่ตระกูลสูงศักดิ์ทั่วไปในยุคนี้ เกรงว่าคงถูกทำให้ตกใจจนร้องไห้
เฮ่อจือหร่านรู้ว่าหมอจิ่วเย่กำลังระแวงนาง แต่นางก็หาได้รู้สึกผิดแต่ประการใด
“ข้าฝันเรื่องเดิมติดต่อกันหลายวัน ฝันว่าเจ้าต้องคำสาปนี้ ไม่ว่าเจ้าจะเชื่อหรือไม่ ข้าอธิบายได้เพียงเท่านี้”
มองดูดวงตาคู่โตใสซื่อของนาง หมอจิ่วเย่แม้ไม่เชื่อคำกล่าวอ้างของนางเลย แต่น่าประหลาดนักที่เขาไม่ซักไซ้ต่อ
เฮ่อจือหร่านไม่รู้ว่าในใจเขาคิดอันใด จึงเอ่ยปากอีกครั้ง “เจ้าได้รับบาดเจ็บใช่หรือไม่ ข้าพอรู้วิชาแพทย์ ช่วยเจ้าตรวจดูก็ได้”
วาจานางสิ้นลง ก็เห็นหมอจิ่วเย่ดึงเบาะที่นางให้มาเมื่อคราวก่อนออกมาจากด้านหลังต่อหน้านาง
เบาะเปื้อนเลือดจางๆ มีรอยฉีกขาดหลายแห่ง
“เจ้ายังเข้าไปในวังหลังอีกหรือ? แล้วถูกโบยหนึ่งร้อยไม้?”
ในประวัติศาสตร์บันทึกไว้เช่นนี้ บัดนี้หมอจิ่วเย่ถูกหามกลับมา ทั้งเบาะยังมีรอยเลือด ชี้ว่าทุกอย่างได้เกิดขึ้นจริงแล้ว
หมอจิ่วเย่ส่ายหน้าน้อยๆ “ข้าไม่ได้เข้าวังหลัง ฝ่าบาททรงตั้งข้อหาขัดรับสั่งแก่ข้า โบยข้าห้าสิบไม้”
กล่าวพลางมองไปยังเบาะเปื้อนเลือดนั้นอีกครั้ง เอ่ยด้วยความจริงใจ “ขอบใจที่เตือนและให้เบาะมา ทำให้ข้าหนีจากคำสาปนี้ได้”
เมื่อคิดถึงเรื่องเหล่านี้ หมอจิ่วเย่ก็ยังรู้สึกหวาดหวั่นในใจ
เขาถูกคนนำทางเข้าวัง เป็นจริงดังที่เฮ่อจือหร่านเตือน ฝ่าบาททรงเรียกเขาไปเข้าเฝ้าในวังหลัง
นึกถึงคำกำชับอย่างสุดหัวใจของเฮ่อจือหร่านก่อนออกเดินทาง หมอจิ่วเย่จึงอ้างว่าชายนอกตระกูลมิอาจเข้าวังหลังได้ ปฏิเสธที่จะเข้าไป
ฝ่าบาททรงเห็นว่าเรื่องไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ ด้วยความกริ้วจึงตั้งข้อหาขัดรับสั่งแก่หมอจิ่วเย่
หากกล่าวว่าข้อหาขัดรับสั่งเป็นโทษถึงตาย อย่างไรก็ตาม ฝ่าบาทก็ทรงทราบดีว่าทรงใช้ข้ออ้างนี้ลงโทษหมอจิ่วเย่โดยไม่มีมูลความจริง หากเรื่องแดงขึ้นมา พระเกียรติของเจ้าแผ่นดินก็จะไม่เหลือ
แต่พระองค์ก็ไม่ต้องการปล่อยหมอจิ่วเย่ไปเช่นนี้ หลังจากใคร่ครวญแล้ว จึงรับสั่งให้โบยเขาห้าสิบไม้
หมอจิ่วเย่ถูกลดโทษโบยลงห้าสิบไม้เป็นเรื่องหนึ่ง อีกทั้งยังมีเบาะนุ่มที่เฮ่อจือหร่านเตรียมไว้ล่วงหน้าช่วยกันกระแทก ทำให้เขาเพียงได้รับบาดเจ็บภายนอกเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม เพื่ออำพรางตา หมอจิ่วเย่จึงแสร้งหมดสติ ให้คนหามกลับจวนปกปักษ์แคว้น
ตามความคิดของหมอจิ่วเย่ เขารู้สึกว่าเฮ่อจือหร่านอาจรู้เรื่องอื่นๆ อีก
“ในความฝันของเจ้า ยังมีเรื่องอื่นเกิดขึ้นอีกหรือไม่?”
เฮ่อจือหร่านก็กำลังรอให้หมอจิ่วเย่ถามนางเอง นางไม่สนว่าอีกฝ่ายจะเชื่อหรือไม่ว่านางรู้เรื่องเหล่านี้จากความฝัน จึงกล่าวอย่างจริงจัง “ข้ายังฝันว่าจวนปกปักษ์แคว้นถูกยึดทรัพย์และเนรเทศ”
“ยึดทรัพย์และเนรเทศ?” หมอจิ่วเย่เบิกตากว้าง แสดงความตกใจอย่างเห็นได้ชัด
เฮ่อจือหร่านพยักหน้าอย่างแน่วแน่ “หากเวลาไม่ผิดพลาด ก็คือเช้าวันพรุ่งนี้”
“เช้าวันพรุ่งนี้?”
“ใช่ เช้าวันพรุ่งนี้ หลังจากเริ่มการเข้าเฝ้าแล้ว จะมีขุนนางตรวจการถวายฎีกากล่าวโทษ และมีหลักฐานที่พวกเขาเตรียมไว้ล่วงหน้า ระบุว่าเจ้าติดต่อสื่อสารกับข้าศึกเพื่อขายชาติ”
ไม่รู้เพราะเหตุใด หมอจิ่วเย่ไม่ได้รู้สึกคลางแคลงใจมากนักต่อคำพูดทั้งหมดของเฮ่อจือหร่าน
อันที่จริงแล้ว ก่อนเรื่องหลายๆ อย่างจะเกิดขึ้น มันไม่ใช่ว่าไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้าเลย
เช่นในคืนนี้ที่ถูกเรียกเข้าวังอย่างไม่มีสาเหตุ แล้วก็ถูกโบยห้าสิบไม้
รวมถึงเรื่องอื่นๆ หมอจิ่วเย่ก็ไม่ใช่ว่าไม่รู้เรื่องเลย
บัดนี้หมอจิ่วเย่จมอยู่ในห้วงครุ่นคิด
ไม่ว่าสิ่งที่เฮ่อจือหร่านกล่าวจะเป็นจริงหรือไม่ก็ตาม เขาคิดว่าจำเป็นต้องเตรียมการล่วงหน้า
เมื่อคิดได้ดังนี้ หมอจิ่วเย่จึงมองไปยังเฮ่อจือหร่าน
“เจ้าไปสั่งคนให้ไปแจ้งท่านแม่กับพวกพี่สะใภ้เดี๋ยวนี้ บอกว่าข้ากลับจากวังหลวงแล้วบาดเจ็บสาหัสหมดสติ พวกนางจะต้องมาที่นี่เพื่อเยี่ยมข้าแน่ เมื่อถึงตอนนั้น ข้าจะหารือเรื่องนี้กับพวกนาง”
ไม่รู้เพราะเหตุใด บัดนี้หมอจิ่วเย่กลับเชื่อใจสตรีตรงหน้าที่ไม่ถึงกับคุ้นเคยนักโดยไร้สาเหตุ
ในเวลาเดียวกัน เขายังคงมีความคิดตรงกับเฮ่อจือหร่าน นั่นคือ เชื่อว่ามีย่อมดีกว่าเชื่อว่าไม่มี ต่อให้ต้องเสียแรงเปล่าไป ก็ยังดีกว่าต้องแตกตื่นโกลาหลเมื่อเรื่องเกิดขึ้นจริง