เฮ่อจือหร่านวิ่งพลางตะโกนพลาง หวาดกลัวว่าจะตาม墨จิ่วเย่ไม่ทัน
“墨จิ่วเย่ ท่านรอก่อน…”
วิ่งตามไปไกล ก็ได้เห็นร่างในชุดสีแดงของ墨จิ่วเย่
墨จิ่วเย่หันกลับมา ยังคงทำสีหน้าเรียบเฉยจ้องมองนาง “มีธุระอันใด?”
เฮ่อจือหร่านหอบหายใจถี่กระชั้นวิ่งมาถึงตรงหน้า墨จิ่วเย่ ฉุดแขนเขาแล้วเดินย้อนกลับ
“เจ้าจะทำอะไร?” 墨จิ่วเย่ขมวดคิ้วถาม
เฮ่อจือหร่านไม่รู้จะอธิบายจุดประสงค์ของตนอย่างไร ได้แต่พูดอย่างคลุมเครือว่า “ข้ามีสังหรณ์ว่า ครานี้ท่านเข้าวังอาจถูกคนวางแผนร้าย”
เอ่ยคำเหล่านี้ออกมา เฮ่อจือหร่านเตรียมพร้อมที่จะถูก墨จิ่วเย่สงสัยเสียแล้ว
ทว่า墨จิ่วเย่กลับไม่ทำเช่นนั้น แต่ย้อนถามว่า “เจ้าได้ยินอะไรมา?”
อันที่จริง 墨จิ่วเย่นับแต่กลับจากชายแดนมาถึงเมืองหลวง ก็รู้สึกรางๆ ว่าถูกคนเล่นงาน โดยเฉพาะฮ่องเต้ เมื่อตรัสด้วยมักให้ความรู้สึกลวงหลอก
เฮ่อจือหร่านจะบอกว่าตนรู้ประวัติศาสตร์ตอนนี้ได้อย่างไร เมื่อถูกย้อนถามจึงได้แต่มุทะลุตอบ
“ข้าบอกแล้ว เป็นเพียงสังหรณ์ร้าย”
ในสายตา墨จิ่วเย่ คำอธิบายของนางฟังดูฝืนเกินไป อย่างไรก็ตามยามนี้เขารีบเข้าวัง หาได้มีจิตใจซักถาม
เขาปล่อยให้เฮ่อจือหร่านจูง มอบสิทธิ์นำทางให้แก่นาง
เฮ่อจือหร่านเดินวนเวียนอยู่นอกลานเรือนหออยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายจับจ้องไปยังเกี้ยวบุปผาที่นางนั่งมา
นางปล่อยมือจาก墨จิ่วเย่ วิ่งเข้าไปในเกี้ยว แล้วหยิบเบาะนุ่มหนาหนึ่งอันออกมา
นี่คือสิ่งของที่เจ้าของร่างเดิมพกเป็นนิจยามอยู่บ้านเดิม ไม่ว่าจะนั่งเกี้ยวหรือรถม้า นางล้วนรังเกียจความสั่นสะเทือน ฮูหยินเฮ่อผู้ละเอียดลออจึงสั่งให้บ่าวทำเบาะนุ่มให้
เฮ่อจือหร่านบีบความหนาของเบาะดู นับว่าพอใช้ได้ จึงยื่นให้墨จิ่วเย่
“หากเชื่อข้า ท่านจงรองสิ่งนี้ไว้ข้างหลัง บางทีอาจช่วยท่านได้บ้าง”
นางหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วกล่าวต่อว่า “และอีกประการ หากมีผู้ใดใช้ข้ออ้างว่าฮ่องเต้ทรงเรียกพบฝ่าบาทในวังหลัง ให้พาตัวท่านไป ท่านก็อย่าได้ไปเป็นอันขาด”
บัดนี้นางทำได้เพียงเท่านี้ ส่วน墨จิ่วเย่จะรอดพ้นทุกข์ทรมานทางกายหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับโชคชะตาของเขาเอง
墨จิ่วเย่ลังเลชั่วขณะ แต่ก็รับเบาะนุ่มนั้นไว้
ยามหันหลังจากไป เขาพลางเอ่ยว่า “ฟ้ามืดแล้ว เจ้าไม่ต้องคอยข้า พักผ่อนเสียเถิด”
ทอดสายตามองแผ่นหลังที่ค่อยๆ ห่างไกลออกไปของ墨จิ่วเย่ เฮ่อจือหร่านก็อดเอ่ยเตือนอีกครั้งมิได้ “อย่าลืมรองเบาะไว้ข้างหลัง”
ไม่ได้รับการตอบรับจาก墨จิ่วเย่อีกแล้ว เฮ่อจือหร่านได้แต่เดินกลับตามทางเดิม
กลับถึงเรือน ก็พบว่าพี่สะใภ้ทั้งแปดและน้องสามีอีกหนึ่งนางยืนรอกันอยู่พร้อมหน้า
พี่สะใภ้ทั้งแปดล้วนผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อน เมื่อเห็นเฮ่อจือหร่านกลับมา ต่างก็พากันเข้ามาปลอบ
“น้องสะใภ้เก้า อย่าเพิ่งร้อนรน ฮ่องเต้ทรงเรียกน้องเก้าเข้าวังยามดึกเช่นนี้ คงมีเรื่องเร่งด่วนกระมัง คาดว่าไม่เนิ่นนานเท่าใดดอก”
“ใช่แล้ว น้องเก้าจะกลับมาทำพิธีในห้องหอกับเจ้าแน่นอน”
“…”
บรรดาพี่สะใภ้รุ่มร้อนเกินไป เฮ่อจือหร่านก็รู้ว่าพวกนางล้วนหวังดีต่อนาง ทว่าถ้อยคำเหล่านั้น ยามนี้นางฟังไม่เข้าหู
มองดูพี่สะใภ้ทั้งแปดผู้ยังเยาว์วัย ในอกเฮ่อจือหร่านพลันรู้สึกสลดใจขึ้นมาแล่นหนึ่ง
สตรีผู้มีเมตตาเหล่านี้ช่างอาภัพ ยังสาวนักก็เป็นม่ายเสียแล้ว
สุดท้ายยังต้องตกสู่จุดจบถูกเนรเทศ
ครุ่นคิดไปมา เฮ่อจือหร่านหมายจะเตือนสักหน่อย
“พี่สะใภ้ทั้งหลาย หลายวันมานี้ข้าฝันประหลาดซ้ำๆ ว่าจวนปกปักษ์แคว้นของเราจะถูกยึดทรัพย์และเนรเทศ”
ซุยปี้ถิงพี่สะใภ้ใหญ่ผู้สงบเสงี่ยมอยู่เสมอเข้ามาจับแขนนาง พูดปลอบด้วยวาจาอ่อนโยนว่า “น้องสะใภ้เก้า วาจานี้พูดเล่นไม่ได้ จวนปกปักษ์แคว้นของเราจงรักภักดีต่อราชบัลลังก์มาหลายชั่วคน จะถูกยึดทรัพย์เนรเทศได้อย่างไร?”
“ถุย ถุย ถุย… คำอัปมงคลเช่นนี้พูดเจื้อยแจ้วไม่ได้ น้องสะใภ้เก้า วันนี้พวกเราถือว่าไม่ได้ยินเถิด” เซี่ยฟางพี่สะใภ้รองพลันถ่มน้ำลายลงพื้นสองครั้ง
เฮ่อจือหร่านรู้แก่ใจ หลังจากตนเตือนแล้วจะได้ผลเช่นนี้ แต่นางก็ไม่คิดจะล้มเลิกง่ายๆ
“พี่สะใภ้ทั้งหลาย ข้าเองก็หวังว่านี่จะไม่จริง แต่ว่าความฝันนี้ช่างสมจริงเหลือเกิน อีกทั้งยังเป็นภาพเดิมทุกวัน ดังนั้นข้าคิดว่า ยอมเชื่อเสียดีกว่าตัดทิ้ง เตรียมตัวไว้ล่วงหน้าก็ไม่เสียหายอะไร”
ผู้คนมองเฮ่อจือหร่านพรรณนาอย่างมีหลักฐานน่าเชื่อ ก็พลันลังเลขึ้นมา
น้องสามีม่อหานเย่ว์ ได้รับการทะนุถนอมจากพี่ชายและพี่สะใภ้มากมายตั้งแต่เล็ก ใจกล้าหาญน้อยที่สุด
เมื่อได้ฟังคำของเฮ่อจือหร่าน ก็หวาดกลัวแล้ว
เด็กสาวร่ำไห้ว่า “พี่สะใภ้ ข้ากลัว มันจะต้องไม่จริงใช่ไหม”
ซุยปี้ถิงผู้เป็นพี่สะใภ้ใหญ่เห็นเช่นนั้นก็กอดนางไว้ในอ้อมอก ปลอบโยนแผ่วเบา “หานเย่ว์อย่ากลัวเลย เขาว่ากันว่าฝันเป็นสิ่งตรงกันข้าม”
ม่อหานเย่ว์เช็ดน้ำตาแล้วออดอ้อนอยู่ในอ้อมอกพี่สะใภ้ใหญ่
ซุยปี้ถิงกวาดสายตามองพี่น้องสะใภ้ทั้งหลาย “ดึกมากแล้ว วันนี้น้องสะใภ้เก้าก็เหนื่อยนัก ให้นางพักผ่อนเถิด”
เฮ่อจือหร่านไม่รู้ว่าคำของตนจะมีผู้ใดเชื่อบ้างหรือไม่ อย่างไรเสียนางก็ทำเท่าที่ควรแล้ว ส่วนต่อไปจะเป็นเช่นไร ก็ได้แต่คลำทางไปทีละก้าว
กลับถึงห้อง สาวใช้หลายนางไปรอปรนนิบัตินางชำระล้างเสร็จ เฮ่อจือหร่านก็ให้พวกนางออกไปหมด
ยามนี้นางต้องการความเงียบสงัด มีเพียงความเงียบงัน จึงจะทำให้จิตใจแน่วแน่ไปคิดว่าจะก้าวต่อไปอย่างไร
อาศัยแสงเทียนแดง สามารถเห็นสิ่งของมากมายทั่วทั้งเรือนหอ น่าเสียดายนางไร้ความสามารถจะขนสิ่งเหล่านี้ไป
เมื่อเป็นเช่นนี้ นางจึงทำได้เพียงตั้งเป้าหมายไปที่ธนบัตรซึ่งพกพาง่ายที่สุด
ยามนี้ในจวนปกปักษ์แคว้นมีธนบัตรเท่าใดนางไม่ทราบ ทว่าในสินเดิมที่บิดามารดาของเจ้าของร่างเดิมให้แก่นางนั้นมีธนบัตรสองพันตำลึงปนอยู่ด้วย
คิดถึงข้อนี้ เฮ่อจือหร่านจึงรีบลุกขึ้น สวมเสื้อคลุมตัวหนึ่งเดินออกจากเรือน
เฉียวอวี้รีบเข้ามาหา “คุณหนูใหญ่มีคำสั่งอันใดหรือ”
เฮ่อจือหร่านโบกมือ “ไม่มีอะไร ข้านอนไม่หลับ ไปดูสินเดิมสักหน่อย เจ้าไม่ต้องตาม”
เฉียวอวี้เป็นคนปรนนิบัติเฮ่อจือหร่านตั้งแต่เล็ก เข้าใจนิสัยเด็ดขาดของคุณหนูใหญ่ผู้นี้ดี เห็นนางไม่ให้ตาม จึงรับคำอยู่กับที่แต่โดยดี
สินเดิมเพิ่งหามเข้าจวนปกปักษ์แคว้นวันนี้ ยังไม่ทันเก็บ ขณะนี้ตั้งอยู่ในห้องริมเรือนทั้งหมด
เฮ่อจือหร่านเดินตรงไปเปิดหีบที่มีธนบัตรอยู่ หยิบธนบัตรปึกหนึ่งออกมา ตรวจนับดู ไม่มากไม่น้อยพอดิบพอดีสองพันตำลึง
ถือธนบัตรอยู่ในมือ ความคิดแรกของเฮ่อจือหร่านก็คือ ยามถูกยึดทรัพย์ คงมีคนมาตรวจค้นร่างกาย ธนบัตรเหล่านี้จะซ่อนไว้แห่งใดจึงไม่ถูกพบ?
หากนางมีมิติเช่นเดียวกับสตรีก้าวข้ามมิติในนิยายก็คงดี จะเก็บธนบัตรไว้ในมิติ ปลอดภัยที่สุดแล้ว แต่น่าเสียดาย…
ในยามที่นางกำลังพร่ำบ่นเทพแห่งการข้ามมิติไม่ยุติธรรมอยู่นั้น ทันใดก็รู้สึกว่าฉากเบื้องหน้าเปลี่ยนไป
ฉากเบื้องหน้านางคุ้นเคยจนจำได้ติดตา นี่มันห้องพยาบาลของนางนี่
หรือว่านางยังไม่ตาย?
ไม่นานเฮ่อจือหร่านก็ถูกความจริงอันโหดร้ายตบหน้าให้ตื่น
นางพยายามผลักประตูห้องพยาบาล ทว่าประตูนั่นก็เป็นดั่งไม้ประดับ ไร้ปฏิกิริยาใดๆ มองไม่เห็นแม้กระทั่งร่อง
หน้าต่างก็เช่นกัน ราวกับถูกเชื่อมตาย…