พวกเขาไม่ได้พูดขู่เล่น ๆ!
ทุกคนไม่สนใจหนานโม่ที่ดิ้นขัดขืน ช่วยกันยกเธอขึ้นพาดบ่าผู้ชายคนหนึ่ง ก่อนที่เขาจะแบกเธอไปยังสวนด้านนอกร้านอาหาร
เธอถูกวางไว้บนขอบกำแพงเตี้ยข้างแนวไม้ประดับ เมื่อก้มมองลงไปก็เห็นแสงนีออนและรถราที่ขวักไขว่
หยาดฝนกระทบลงมา แต่ไม่อาจทำให้สายตาพร่ามัว สิ่งที่ทำให้เธอมองโลกไม่ชัดมาตลอด คือหยาดน้ำตาของตัวเอง
ยามใกล้ตาย เธอหวาดกลัว สิ้นหวัง และไม่ยินยอม
เธอเป็นญาติทางสายเลือดคนสุดท้ายที่แม่เหลืออยู่บนโลก ยังไม่ได้ตอบแทนบุญคุณท่าน
คำถามที่ว่า “คุณเคยรักฉันไหม” ก็ยังไม่ได้เอ่ยถามจี้เจาหลิน
และยังมีความหวังที่ทิ้งไว้ ณ เอดินบะระ...
เธอนั่งอยู่ตรงนั้น ไม่สนใจความเจ็บปวด เล็บที่เปื้อนเลือดจิกขอบกำแพงแน่น
มีคนจับข้อเท้าเธอไว้ แค่ผลักเบา ๆ เธอก็จะร่วงลงไปแล้ว
“ดูสิ ตัวสั่นใหญ่เลย”
“เห็นไหม ที่แท้ก็กลัวตายเหมือนกันนี่!”
“นี่ กลัวจนฉี่ราดแล้วหรือเปล่า?”
เสียงหัวเราะเยาะฟังแล้วระคายหู เธอคุมอาการสั่นของตัวเองไม่ได้จริง ๆ
เธอพยายามปีนกลับขึ้นไปอย่างสุดแรง แต่กำลังน้อยกว่า พอยิ่งขัดขืน พวกเขาก็ยิ่งผลักเธอลงไป
“อยากมีชีวิตรอดมากเลยสินะ!” คนหนึ่งเสนอขึ้นมา “ถ้ารับปากว่าต่อไปจะตัดขาดกับคุณชายจี้ แล้วไปสารภาพผิดที่หน้าหลุมศพแม่จี้สามวันสามคืน พวกเราจะดึงเธอกลับขึ้นมา”
หนานโม่อ่อนแอก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะยอมให้ใครรังแกตามใจ “พวกคุณไม่มีสิทธิ์มายุ่งเรื่องตระกูลจี้ และไม่มีสิทธิ์มาสั่งสอนฉัน... การฆ่าคนผิดกฎหมาย ไม่มีใครกล้าผลักฉันลงไปหรอก ฉันไม่กลัว!”
ทั้งน้ำเสียงและตัวเธอเองไม่ได้มีแรงข่มขู่ใครเลยแม้แต่น้อย
คนในแวดวงนี้ ใครบ้างไม่รู้ว่าภรรยาคนที่สองที่จี้ฉางเฟิงแต่งเข้าบ้านไม่มีสถานะ แม้แต่คนรับใช้ไม่พอใจขึ้นมาก็ยังกล้ารังแก
ส่วนลูกติดที่เธอพามาด้วยยิ่งไม่ต้องพูดถึง ไม่มีใครเห็นอยู่ในสายตา
หนานโม่ไม่พูดก็แล้วไป แต่พอเถียงกลับก็เท่ากับยั่วโมโหพวกเขา
คนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เกิดในตระกูลผู้ดี เป็นคุณชายเสเพลที่มีคนคอยตามเช็ดตามล้าง สิ่งที่พวกเขาไม่กลัวที่สุดก็คือการก่อเรื่อง
เดิมทีแค่อยากขู่เธอเล่น ๆ ตอนนี้กลับอยากให้เธอเห็นเสียทีว่าพวกเขากล้าหรือไม่!
ขณะที่ทุกคนกำลังร่วมแรงร่วมใจกันจะผลักหนานโม่ลงไป ประตูกระจกด้านหลังก็เปิดออก พร้อมเสียงตะโกนด้วยความเดือดดาลของโจวเสวียน “พวกคุณทำอะไรกัน หยุดเดี๋ยวนี้!”
ทุกคนหันกลับไป
โจวเสวียนไม่ได้มาคนเดียว ข้างกายเธอมีจี้เจาหลินยืนอยู่ สีหน้าดำทะมึนราวกับหมึกหยด
โจวเสวียนตำหนิพวกเขาว่าก่อเรื่องไม่เข้าเรื่องไปพลาง เดินเข้าไปประคองหนานโม่ลงมาจากกำแพงไปพลาง
ทุกคนพากันแก้ตัวเสียงเจี๊ยวจ๊าว “เธอไม่รู้จักเว้นระยะห่าง พวกเราก็เลยช่วยเตือนให้เลิกเข้าใกล้คุณชายจี้”
“เรื่องของตระกูลจี้พวกเราก็รู้กันดี ไหน ๆ แล้วก็เลยสั่งสอนเธอ ให้เลิกคิดอยากได้ของที่ไม่ใช่ของตัวเอง”
“ไม่ได้ลงมือจริงจังสักหน่อย เธอขี้ขลาดเอง ตกใจเกินเหตุไปแล้ว”
โจวเสวียนประคองหนานโม่เดินไปหาจี้เจาหลิน ตั้งใจช่วยอธิบายแทนเพื่อน “วันนี้ทุกคนกำลังสนุก ดื่มกันไปเยอะ เลยหยอกกันแรงไปหน่อย... ข้างล่างร้านอาหารมีชานพักอยู่สองชั้น ต่อให้น้องหนานโม่พลัดตกลงไปจริง ๆ ก็ไม่ถึงกับเสียชีวิตหรอก เรื่องก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไร ช่างมันเถอะ อย่าทำให้บรรยากาศเสียเลย”
จี้เจาหลินยืนอยู่ใต้ร่ม มือสองข้างล้วงกระเป๋า มองดูอย่างเย็นชา “ไม่เกี่ยวกับผม”
เขารู้ดีว่าใครผิดใครถูก เพียงแต่ไม่คิดจะออกหน้าเพื่อเธอ
คำพูดเข้าหู แต่ความหนาวเหน็บกลับแผ่ซ่านไปถึงหัวใจ
ผู้ชายที่เคยยืนอยู่ตรงหน้าเธอ บัดนี้กลับยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม
ที่นี่ไม่อาจอยู่ต่อได้ เธอก้มหน้าแล้วรีบวิ่งหนีไป
……
ฝนตกหนักขึ้นเรื่อย ๆ หนานโม่ยืนอยู่หน้าตึก ก้มหน้าก้มตากดโทรศัพท์อย่างเก้ ๆ กัง ๆ
นิ้วมือของเธอบวมโตขึ้นเป็นสองเท่า ไม่เพียงมันวาว ทั้งยังเจ็บและคัน
โทรศัพท์ถือไม่อยู่ หล่นลงพื้นไปสองครั้ง สุดท้ายเธอจึงย่อตัวลงเรียกรถ
มีคนต่อคิวอยู่ข้างหน้าไม่น้อย หน้าจอแสดงคำว่ากำลังรออยู่ตลอด
เธอจ้องวงกลมที่หมุนไปมาบนหน้าจอ จู่ ๆ ก็มีคนมายืนตรงหน้า บดบังแสงที่มีอยู่น้อยนิด
เหนือรองเท้าหนังสีดำที่ขัดจนมันวาว คือปลายขากางเกงสูทที่เรียวยาวและตรงสวย
ที่จริงแล้ว จมูกจำเขาได้เร็วกว่าดวงตาเสียอีก
กลิ่นหอมชวนให้สบายใจนั้นลอยมา เขาก็มาถึงแล้ว
เธอเงยหน้าขึ้น แม้จะมองจากมุมที่ชวนให้คนสิ้นหวังเช่นนี้ ใบหน้าของจี้เจาหลินก็ยังเปี่ยมด้วยอำนาจน่าเกรงขาม
ตอนอายุหกขวบ เธอเพิ่งเข้าตระกูลจี้เป็นครั้งแรก
เธอหลบอยู่หลังตัวกวนหลาน สายตาจับจ้องใบหน้าของ “พี่ชาย” ไม่ยอมละไปไหน
เธอหวาดกลัวทุกสิ่ง แต่กลับกล้าจับมือที่เขายื่นมาให้
ตอนเด็กยังไม่เข้าใจรักแรกพบ สิ่งที่ตกหลุมรักคือหน้าตาของเขา
เธอเคยคิดว่าจะได้มองใบหน้านี้ไปตลอดชีวิต
แต่ตอนนี้ แค่คิดถึงก็อยากร้องไห้เหลือเกิน
“ลุกขึ้น!” เขาสั่ง
หนานโม่ค่อย ๆ ลุกขึ้น เอ่ยช้า ๆ “มาจับฉันกลับไปขอโทษคุณหนูโจวเหรอคะ?”
จี้เจาหลินขมวดคิ้วที่ได้รูป “ดื่มเหล้ามาหรือไง?”
หนานโม่สูดจมูก “วางใจเถอะ ฉันจะไม่ดื่มจนต้องเข้าโรงพยาบาลอีกแล้ว...”
เธอยังพูดไม่ทันจบ ก็ได้ยินเสียงหัวเราะเย็นชาของเขา “เกี่ยวอะไรกับผมด้วย?”
ริมฝีปากบางของหนานโม่เผยอออก แต่กลับพูดอะไรไม่ออก
เธอจำได้ว่าคืนหลังสอบเข้ามหาวิทยาลัยเสร็จ เธอออกไปเที่ยวกับเพื่อนร่วมชั้น
ตอนจี้เจาหลินพาบอดี้การ์ดมาตามหา เธอเมามายจนลิ้นพันกัน เรียกเขาว่า “พี่”
ตอนนั้นเขาก็ถามด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยว่า “ดื่มเหล้ามาหรือไง?”
ในวินาทีนี้ ทั้งสีหน้าและน้ำเสียงเหมือนกันทุกอย่าง แต่กลับทำให้หนานโม่เข้าใจผิด
เขาไม่ได้เป็นห่วงเธอ เธอคิดไปเองฝ่ายเดียว
“ไม่ใช่วงสังคมของเธอ ก็อย่าสะเออะเข้าไปยุ่ง” จี้เจาหลินปรายตามองเธออย่างเย็นชา
“เป็นเพราะคุณหนูโจว...”
“อยู่เฉย ๆ ให้เรียบร้อย จนถึงวันที่กลับเอดินบะระ เข้าใจไหม?”
เธอกำลังอธิบาย แต่เขากลับพูดขัดขึ้นมา
ดวงตาของหนานโม่แดงก่ำ “พี่คะ พี่คิดว่าฉันเป็นอะไร?”
คำพูดที่ไม่กล้าพูดตอนมีสติ มีเพียงตอนอาศัยฤทธิ์เหล้าเท่านั้นที่กล้าถาม
จี้เจาหลินไม่สนใจด้วยซ้ำ หางตายังไม่คิดจะเหลือบมองเธอ “เธอรู้อยู่แล้วว่าตัวเองเป็นอะไร”
เขากำลังจะเดินจากไป เธอเอื้อมมือไปคว้าชายเสื้อของเขาไว้ ก้มหน้าพูดกับตัวเอง “เรารู้จักกันมา 17 ปี พี่เคยจริงใจกับฉันบ้างไหม... แยกเรื่องแค้นเคืองของคนรุ่นก่อนออกไป พี่เคยรักฉันบ้างไหม?”
“ไม่เคย”
เขาตอบอย่างเด็ดขาด ไม่มีลังเลแม้แต่น้อย
บางทีการเสแสร้งมาตลอด 17 ปีนั่นต่างหาก ที่ทำให้เหนื่อยที่สุด
พอเธอได้สติ รถของจี้เจาหลินก็จอดอยู่หน้าประตูแล้ว โจวเสวียนเดินออกมาท่ามกลางกลุ่มเพื่อนที่รายล้อม
“น้องหนานโม่ ยืนเหม่อทำไม ไม่ขึ้นรถล่ะ?” โจวเสวียนเอื้อมมือไปดึงมือเธอ
เพื่อน ๆ ส่งสายตาให้กัน แล้วแยกทั้งสองออกจากกัน “ดูแลตัวเองให้ดีก็พอ รีบขึ้นรถเถอะ อย่าปล่อยให้คุณชายจี้รอนาน”
โจวเสวียนพูดว่า “ถ้าอย่างนั้นพวกคุณช่วยส่งน้องสาวฉันกลับอ่าวเพชรด้วยนะ ฉันขอย้ำอีกครั้ง ห้ามใครรังแกเธอเด็ดขาด!”
เพื่อน ๆ หัวเราะกลบเกลื่อน “รู้แล้ว ๆ แค่ล้อเล่นเอง เรื่องผิดกฎหมายพวกเราไม่ทำหรอก”
โจวเสวียนขึ้นไปนั่งที่เบาะข้างคนขับ หนานโม่วิ่งตามรถพลางตะโกนเรียก “พี่!”
ไอ้พวกเพื่อนเฮงซวยกลุ่มนี้ไม่คิดจะปล่อยเธอไปอยู่แล้ว
จี้เจาหลินยังไม่เห็นเธออยู่ในสายตา คนอื่นก็ยิ่งรังแกเธอได้ตามใจ
หนานโม่ถูกพวกเขาล้อมไว้ ทุกคนมองเธอเป็นตัวตลก “คุณหนูหนาน ไปหาที่อื่นเล่นกันหน่อยไหม?”
เธอไม่อยากต่อปากต่อคำ แต่จะเดินไปทางไหนก็มีคนขวาง
“คุณหนูหนานเป็นอะไรอีกแล้ว ลืมผลที่ตามมาจากการไม่เชื่อฟังหรือไง? หรืออยากถูกโยนทิ้งอีกครั้ง?”
“ฮ่า ๆ คราวนี้พวกเราไม่ออมมือแล้วนะ...”
พูดจบ ผู้ชายหลายคนก็ยื่นมือมาคว้าตัวเธอ
“ปล่อยเธอ!” เสียงสุขุมหนักแน่นเสียงหนึ่งดังขึ้น
ทุกคนหันไปมองต้นเสียง...
