“พี่สะใภ้ชาย เงินอีกครึ่งหนึ่งข้ามอบให้เจ้าแล้ว รีบพาตัวนางไปเถิด”
หลิวต้าหลานโยกเงินห้าตำลึงในมือพลางกล่าวว่า “วางใจเถิด หนังสือสมรสข้าก็จัดการแลกเปลี่ยนมาให้เรียบร้อยแล้ว ยังจะไม่พาตัวไปอีกหรือ”
หลิวต้าหลานเอ่ยกับชายวัยกลางคนที่ยืนห่างออกไปสิบก้าวว่า “เจ้าบ้าน เจ้ารีบไปงัดนางออกมาจากคอกหมูเดี๋ยวนี้”
ชายที่ถูกเรียกว่าเจ้าบ้านมีสีหน้าลำบากใจเล็กน้อยเอ่ยว่า “เรื่องนี้พวกเราจัดการไปเช่นนี้ หากเฉิงเฟิงกลับมา ข้าจะกล่าวกับเขาอย่างไรเล่า”
หลิวต้าหลานไม่ให้สีหน้าอันดีแก่ชายคนนี้แม้แต่น้อย “เจ้าว่าอย่างไรก็ว่าตามนั้น เขามิใช่ต้องการหาภรรยาหรือ ข้าก็หามาให้เขาแล้วอย่างไรเล่า”
ชายผู้นี้สูงเพียงหนึ่งจั้งเจ็ดชุ่น หรืออาจไม่ถึงหนึ่งจั้งเจ็ดชุ่นเสียด้วยซ้ำ ดูแล้วค่อนข้างเกรงกลัวภรรยาอยู่หลายส่วน สีหน้าลำบากใจของเขาเห็นได้ชัดแจ้ง เขากล่าวเนิบนาบว่า “ถึงจะหาแม่สื่อให้เขา ก็ใช่ว่าจะหาเจ้าบ้านี่มาให้เขาได้นี่นา เฉิงเฟิงอย่างไรเสียก็เป็นน้องชายแท้ ๆ ของข้า เจ้าก็รู้ดีว่าเฉิงเฟิงบ้านเรากับจวนจื่อคบหากันมาหลายปีแล้ว หากจะแต่งก็ต้องแต่งจวนจื่อน่ะสิ”
หลิวต้าหลานชี้หน้าชายผู้นั้นกล่าวว่า “จวนจื่อ จวนจื่อ ตลอดหลายปีมานี้เขารู้จักแต่จวนจื่อ จวนจื่อน่ะบ้านเราแต่งเข้าบ้านได้หรือ เจ้าไม่รู้หรือว่าแม่กับพี่ชายของจวนจื่อต้องการสินสอดเท่าใด ต่อให้ทุบหม้อขายเหล็กตระกูลเฉิงของพวกเจ้าก็อย่าได้คิดจะสานสัมพันธ์สกุลนี้”
ชายผู้นั้นเถียงภรรยาตัวเองไม่ไหวจึงยืนนิ่งอยู่กับที่ไม่พูดอะไรอีก
หลิวต้าหลานกล่าวว่า “ตกลงเจ้าจะเข้าไปในคอกหมูแล้วงัดตัวนางออกมาให้ข้าหรือไม่”
ชายผู้นั้นเอามือไพล่หลังสอดเข้าในแขนเสื้อ พลางตอบด้วยน้ำเสียงขุ่นเคืองว่า “เรื่องล้วนเป็นฝีมือเจ้าทั้งนั้น เจ้าจงเข้าไปจัดการเองเถิด ข้าไม่ยุ่ง”
หลิวต้าหลานใช้ปลายนิ้วชี้ของตนชี้ไปไกล ๆ ยังชายที่ยืนอยู่ไม่ไกล “ข้าช่างตาบอดเสียจริง ไฉนจึงแต่งเข้ามาในตระกูลเฉิงของพวกเจ้า”
จากนั้นหลิวต้าหลานก็ยกขาขึ้นสูง ขายังดูสั้นไปเล็กน้อย แต่ก็ยังก้าวเข้าไปในคอกหมู ในคอกหมูมีแม่หมูตัวใหญ่อ้วนพีตัวหนึ่ง เด็กสาวร่างเล็ก สวมเสื้อผ้าขาดวิ่นผู้หนึ่งกำลังนอนแนบชิดกับแม่หมูอยู่
นางใช้เท้าเขี่ยขาของเด็กสาวพลางกล่าวว่า “ลุกขึ้นสิ เจ้าบ้า”
เด็กสาวที่ถูกเรียกว่าเจ้าบ้าผู้นี้นอนนิ่งไม่ไหวติงแสร้งทำเป็นตาย เมื่อครู่แว่วได้ยินคำสนทนาของคนนอกคอกหมูหลายคนแล้ว ฟังได้ความไม่ชัดเจนนัก ความหมายคร่าว ๆ คือนางถูกขายให้คนผู้หนึ่งนามว่าเฉิงเฟิงเป็นภรรยา ตอนนี้ผู้ที่กำลังใช้เท้าเขี่ยนางในคอกหมูคือพี่สะใภ้ของเฉิงเฟิง นางหลับตาปี๋ตลอดไม่กล้าลืมขึ้นมา ชายที่เพิ่งพูดเมื่อครู่ก็คงเป็นพี่ชายของเฉิงเฟิง
สตรีผู้ให้เงินแก่พี่สะใภ้เฉิงเฟิงนั้นก็คือนางมารดาของร่างเดิมของนางนั่นเอง มารดาของนางเพื่อที่จะแต่งนางออกเรือน จึงไม่เสียดายเงินห้าตำลึงให้นางพี่สะใภ้ของเฉิงเฟิง
นางจำได้ว่าเมื่อชั่วพริบตาก่อนหน้านี้ นางประสบอุบัติเหตุรถชน บนทางหลวงสายหนึ่ง ถูกรถบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่คันหนึ่งพุ่งชน นางยังไม่ทันได้ตอบสนอง พริบตาต่อมาลืมตาขึ้นมาก็กำลังกอดหมูตัวหนึ่งอยู่ นางคิดว่าตนเองกำลังฝันไป แต่ความหนาวเย็นของร่างกายนั้นเป็นจริง พื้นดินเย็นเฉียบก็เป็นจริงเช่นกัน สายลมหนาวเสียดแทงใบหน้าก็เป็นจริง เสียงสนทนาริมหูก็เป็นจริง
เมื่อนางตั้งสมาธิฟังผู้คนนอกคอกหมูสนทนากัน ทุกคนต่างพากันเรียกนางว่าเจ้าบ้า ๆ นางก็ไม่กล้าขยับตัว นางไม่รู้ถึงสภาพการณ์ของตนเองในตอนนี้ สิ่งเดียวที่ยืนยันได้คือนางมิได้กำลังฝัน แต่นางได้ข้ามเวลาเข้ามาอยู่ในร่างของผู้อื่นแล้ว หากนางคาดเดาไม่ผิด ร่างเดิมของร่างนี้เป็นเด็กไร้สติปัญญา กำลังถูกซื้อขายกันอยู่
ดวงชะตาของนางย่ำแย่ไปหน่อย ถึงตายแล้วก็ยังข้ามเวลามาอยู่ในร่างคนเบาปัญญาไม่ได้เชียวหรือ พอตื่นขึ้นมาก็ได้ยินผู้คนนอกคอกหมูซื้อขายนางราวกับปศุสัตว์เสียอย่างนั้น แต่มันขัดกับเหตุผลปกติอย่างยิ่ง โดยทั่วไปแล้วการแต่งงานบุตรสาวมิใช่ฝ่ายชายต้องมอบเงินให้ฝ่ายหญิงหรือ ไฉนที่นี่กลับเป็นมารดาของร่างเดิมของนางมอบเงินให้พี่สะใภ้ฝ่ายชายเล่า นี่เป็นประเพณีของที่นี่หรือว่ามารดาของร่างเดิมกำลังทุ่มเงินให้นางเพื่อการสมรสของนางกันแน่
นางยังฟังเรื่องเหล่านี้ไม่ทันเข้าใจแจ่มแจ้งดีเลย สตรีผู้นี้ก็เข้ามาในคอกหมูแล้ว นางคิดจะแสร้งตายเพื่อเอาตัวรอดสักครา แต่เห็นได้ชัดว่าไม่ได้ผล พี่สะใภ้ของเฉิงเฟิงเห็นนางไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ ก็ก้มตัวลงใช้มือบิดเข้าที่หลังคอของนางอย่างแรงครั้งหนึ่ง นางถูกความเจ็บทำให้นัยน์ตาเบิกโพลงขึ้นมาทันที สตรีผู้นั้นกล่าวอย่างโหดเหี้ยมว่า “อย่ามาแกล้งตายให้ข้าเห็น รีบลุกขึ้นเดี๋ยวนี้”
ไม่รอให้นางมีปฏิกิริยาอันใด สตรีผู้นี้ก็กระชากแขนของนางลากนางให้ลุกขึ้น
จากนั้นก็ลากต้นแขนของนางเยี่ยงลากสุนัขตายออกมาจากคอกหมู พอละจากร่างแม่หมูแล้ว นางก็รู้สึกได้ถึงความหนาวเหน็บที่เพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน สตรีผู้นี้ไม่แยแสความเป็นความตายของนางเลยแม้แต่น้อย ฉุดกระชากเสื้อผ้าของนางหมายจะจากไป
บัดนี้เอง มีสตรีอีกผู้หนึ่งเอ่ยปากขึ้น ผู้นี้คือนางมารดาของร่างเดิมของนาง สตรีผู้นี้ขวางอยู่เบื้องหน้าพวกนาง กล่าวกับพี่สะใภ้ของเฉิงเฟิงว่า “หลิวต้าหลาน ในเมื่อรับห้าตำลึงของข้าไปแล้ว วันนี้เจ้าได้นำเจ้าบ้าไปแล้ว ต่อไปห้ามส่งนางกลับมาให้ข้าอีกเชียว หากเฉิงเฟิงกล้าส่งนางกลับมาให้ข้า เจ้าก็ต้องชดใช้ให้ข้าห้าสิบตำลึง”
เจ้าหลิวต้าหลานผู้นี้เมื่อเอ่ยถึงเงินก็เปลี่ยนสีหน้าไป ใช้มือปัดสตรีที่ขวางทางพลางกล่าวว่า “แม่เจ้าบ้าเอ๋ย ข้าเคยทำอะไรที่เป็นพวกวาจาไม่ศักดิ์สิทธิ์เมื่อไรกัน เจ้าจงเก็บดวงใจไว้ในอกของเจ้าเองเถิด”
จากนั้นหลิวต้าหลานก็กระชากเจ้าบ้าออกมาด้านนอก ชายข้าง ๆ ได้แต่สะบัดแขนเสื้อทีหนึ่งอย่างจนใจแล้วตามออกมา พอออกถึงนอกลานบ้าน ชายผู้นี้ก็ชี้หน้าสตรีผู้นั้นพลางกล่าวว่า “เจ้าแม่เสือจอมโหด ข้าว่าเจ้าคงหลงเงินจนใจบอดสิ้นดีแล้ว ไฉนเจ้าจึงไปจัดการเรื่องสู่ขอเช่นนี้ให้เจ้าเฟิงได้เล่า”
สตรีผู้นั้นทั้งใบหน้าขึ้นด้วยมันเนื้อ กล่าวอย่างไม่ฟังเหตุผลว่า “ไม้กลายเป็นเรือไปแล้ว จะมีอะไรให้ต้องกล่าวอีก หนังสือสมรสก็แลกกันแล้ว ต่อไปทั้งสองก็เป็นสามีภรรยากัน”
ชายผู้นั้นใช้นิ้วชี้หลิวต้าหลานอีกครั้งกล่าวว่า “ข้ารู้อยู่ว่าแม่เสืออย่างเจ้าระยะนี้ชอบวิ่งไปทางหัวตะวันตกของหมู่บ้าน มันไม่ใช่เรื่องดีแน่”
หลิวต้าหลานใช้ดวงตาถลึงตามองชายผู้นั้นอย่างดุดันพลางกล่าวว่า “นี่ไม่ใช่เรื่องดีหรือ หาภรรยาให้น้องชายเจ้าไม่ใช่เรื่องดีหรือ”
ชายผู้นั้นถอนหายใจกล่าวว่า “เจ้านี่หาเจ้าบ้านี่มาให้เฉิงเฟิงของบ้านเรา มันจะเป็นเรื่องดีอันใดได้ ไม่ถูกคนในหมู่บ้านหัวเราะเยาะหรือไร”
สตรีผู้นั้นเพิ่มเสียงสูงขึ้นกล่าวว่า “มีอะไรให้ต้องหัวเราะกัน ใครหัวเราะก็ให้ใครไปหาภรรยาให้เฉิงเฟิงเสียเองสิ ว่าแต่เจ้าบ้านี่มีอะไรไม่ดีกันเล่า นางก็เป็นสตรีผู้หนึ่งมิใช่หรือ ก็ล้วนนอนด้วยกันออกลูกได้เช่นกันมิใช่หรือ”
เสื้อผ้าเนื้อบางของเจ้าบ้าไม่อาจต้านทานความหนาวเหน็บได้ บัดนี้นางกำลังสั่นสะท้านพลางตั้งใจฟังการสนทนาของชายหญิงคู่นี้อยู่อย่างจริงจัง ทันใดนั้นเท้าสะดุดลื่นลงไปบนแผ่นน้ำแข็ง คุกเข่าลงกับพื้นในทันใดทันใดนั้น มือของหลิวต้าหลานบีบแขนลีบ ๆ ของนางไว้แน่นไม่ปล่อย เห็นเท้านางไถลก็กระชากนางขึ้นมาทันที จากนั้นก็ใช้เท้าถีบเข้าใส่เจ้าบ้าอย่างแรงหลายครั้ง พลางกล่าวอย่างดุร้ายว่า “ไอ้เจ้าบ้าเฮงซวย ให้เจ้าไม่ยอมเดินดี ๆ”
ชายข้าง ๆ กล่าวว่า “เจ้าเฆี่ยนนางไปไย นางก็แค่เจ้าบ้าผู้ไม่รู้เรื่องรู้ราวอันใด นางจะไปรู้อะไรเล่า”
หลิวต้าหลานใช้มือเขย่าตัวเจ้าบ้าที่ก้าวเท้าสั่นคลอนอย่างแรงหลายหนพลางกล่าวว่า “เอ่ยเถิด ตระกูลหลี่นี่คนหนึ่งก็ฉลาดกว่าคนหนึ่ง ไฉนจึงคลอดเจ้าบ้านี่ออกมาได้เล่า”
ชายผู้นั้นกล่าวว่า “นี่มันเป็นตั้งแต่กำเนิด ต่างก็เป็นชะตากรรม”
ยามนี้เอง มีสตรีสองนางเดินสวนทางมา
“หลิวต้าหลาน สองสามีภรรยาเจ้าพาเจ้าบ้าตระกูลหลี่มาได้อย่างไร” ผู้เอ่ยวาจามีนามว่าจินจู
หลิวต้าหลานกล่าวโดยไร้ความกดดันใด ๆ ในใจว่า “นางจะเป็นสะใภ้ตระกูลเฉิงของพวกเราต่อไป”
ชาวบ้านทั้งสองนี้พลันหยุดฝีเท้าลงทันใด ยืนอยู่บนทางเดินสีขาวแวววาว แววตาตื่นตะลึงปรากฏชัดโดยไม่ต้องเอ่ยถ้อยคำ จินจูกล่าวว่า “อะไรนะ ข้าหูฝาดมิใช่หรือ หลิวต้าหลานเมื่อครู่เจ้ากล่าวว่าใครเป็นสะใภ้ของใคร”
หลิวต้าหลานเงยคางไว้ยิ้มกล่าวว่า “สะใภ้ของตระกูลเฉิงพวกเรา”
ในหมู่บ้านนั้นมีผู้หนึ่งชื่อหงเหม่ย นางกล่าวอย่างไม่อยากจะเชื่อว่า “ตระกูลเฉิงพวกเจ้าใครจะแต่งงานล่ะ บุตรชายของเจ้าหรือ”
หลิวต้าหลานถลึงตามองชาวบ้านนางนี้พลางกล่าวว่า “เจ้าคงจะไม่รู้จักพูด เจ้าบ้านี่มิใช่คู่ควรกับบุตรชายข้าหรอก”
จินจูกล่าวว่า “เช่นนั้นก็เป็นสะใภ้ของผู้ใด จะให้เป็นอนุภรรยาที่เจ้าหาให้ชายชราเฉิงของเจ้าหรือ”
เพราะเจ้าบ้าอายุเพียงสิบห้าสิบหกปี ไล่เลี่ยกับบุตรชายของเฉิงต้าและหลิวต้าหลาน ทั้งยังเป็นหลิวต้าหลานที่นำเจ้าบ้ามา ดังนั้นจินจูและหงเหม่ยจึงคิดเช่นเดียวกันว่า เจ้าบ้าคงได้เป็นสะใภ้ของหลิวต้าหลานเป็นแน่ แต่จะว่าไปแล้ว สตรีจะมีค่าเพียงใดกัน เพียงแค่หนึ่งก๊วนเงินก็สามารถหามาได้ผู้หนึ่ง ใครเลยจะไปหาเจ้าบ้าเล่า ใครจะไปคาดคิดว่าเจ้าบ้าผู้ไม่รู้เรื่องรู้ราวอันใดเลยจะไปพบครอบครัวสามีได้
หลิวต้าหลานกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่สู้ดีว่า “พวกเจ้าพูดกันเป็นหรือไม่ หากไม่เป็นก็อย่ามาเหลวไหลไร้สาระ นี่คือภรรยาที่หาให้เฉิงเฟิงตหาก”
จากนั้นหลิวต้าหลานก็กระชากเจ้าบ้าเดินจากไปอย่างขัดใจ
ชายของนางนั้นได้เดินนำห่างออกไปไกลแล้ว เมื่อครู่การสนทนาของคนพวกนี้ทำให้เขาเงยหน้าไม่ขึ้น เขาจึงได้แต่เดินนำหน้าอย่างห่อเหี่ยวใจ
จินจูและหงเหม่ยทั้งคู่ตะลึงงันอยู่กับที่ จินจูถามหงเหม่ยว่า “ข้าหูฝาดมิใช่หรือ”
หงเหม่ยกล่าวว่า “มิได้ฝาด”
จินจูกล่าวว่า “เฉิงเฟิงมิใช่คบหากับจวนจื่อมาหลายปีแล้วหรือ ไขว่คว้าเกี่ยวข้องกับเจ้าบ้าแห่งตระกูลหลี่ได้อย่างไรเล่า เหตุใดเขาจึงต้องแต่งกับเจ้าบ้าด้วย”
คำถามสามข้อของจินจู ทำให้หงเหม่ยส่ายหน้า นางก็ใคร่รู้เช่นกัน ทั้งสองมองตามแผ่นหลังของเฉิงต้า หลิวต้าหลาน และเจ้าโง่หลี่อยู่นาน ก่อนที่หงเหม่ยจะเอ่ยขึ้นประโยคหนึ่งว่า “ครานี้คงมีเรื่องสนุกให้ดูแน่”
เจ้าบ้าก็เดินตามคนทั้งสองนี้จากทางหัวตะวันตกของหมู่บ้านไปยังทางหัวตะวันออกของหมู่บ้าน เท้าของนางหนาวเย็นจนไม่รู้สึกรู้สาแล้ว รองเท้าบาง ๆ ที่มีรูรั่วซึ่งนางสวมอยู่คู่นี้ไม่อาจทนทานต่ออุณหภูมิที่เย็นเยียบแข็งกร้าวของดินฟ้าอากาศได้เลย
ตลอดทางนางลอบสังเกตสภาพพื้นที่และสิ่งแวดล้อมของที่นี่ไปด้วย บ้านเรือนล้วนเก่าแก่ ส่วนใหญ่เป็นบ้านดิน มองไปไกล ๆ เต็มไปด้วยสีขาวเงิน บนหลังคามีหิมะหนาทับถม ข้างประตูบ้านทุกหลังล้วนมีกองหิมะกองใหญ่กองไว้ทั้งสองฟาก คงจะเป็นหิมะจากลานบ้านที่ถูกปัดกวาดออกมากองไว้ที่หน้าประตูทุกครั้งที่หิมะตก
หิมะบนถนนหนทางถูกผู้คนเหยียบย่ำจนแน่นหนาและแข็งกระด้าง ทั้งยังลื่นเป็นมันวาวเป็นเงา สองสามครั้งนางเกือบจะลื่นล้ม ก็ถูกหลิวต้าหลานฉุดลากขึ้นมาเสียทุกหน จากนั้นก็ถูกซ้ำเติมด้วยเท้าอีกสองสามที ถูกบีบเค้นหนักหน่วงที่แขนอีกหลายครั้ง นางไม่อยากต้องพบกับมือโหดของหลิวต้าหลานคนนี้เข้าอีกแล้ว ดังนั้นนางจึงคอยสังเกตสิ่งแวดล้อมรอบข้างไปพลางตั้งอกตั้งใจเดินไปพลาง
เดินอยู่ครู่หนึ่งจึงมาถึงลานบ้านที่ดูรกรุงรังไม่สะดุดตาแห่งหนึ่ง รั้วหน้าลานบ้านเป็นรั้วไม้ ประตูใหญ่ก็เป็นไม้เช่นกัน เมื่อยืนอยู่นอกรั้ว มองเข้าไปกวาดสายตาก็เห็นสภาพภายในลานบ้านได้ชัดเจน