การกระทำของหลี่ฉางเกินครานี้ทำให้เฉิงเฟิงตกใจไม่น้อย อย่างไรเสียเจ้านี่ก็นับว่าเป็นน้องสาวของเขา การลงไม้ลงมือก็โหดเหี้ยมเกินไปหน่อยแล้ว
เฉิงเฟิงเอ่ยว่า “เจ้าไม่กลัวนางตกตายหรือ”
หลี่ฉางเกินชี้นิ้วใส่เฉิงเฟิงกล่าวว่า “นางจะตายก็ตายอยู่ในลานบ้านเจ้าละกัน ชีวิตนางหลังจากนี้จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับตระกูลหลี่ของเราอีก ต่อให้นางตายพรุ่งนี้ตระกูลหลี่เราก็จะไม่มาหาเรื่องเจ้า”
เฉิงเฟิงผลักประตูลานบ้านออก แกว่งอ้าไว้ แล้วหันไปทางฝูงชนที่มุงดูอยู่นอกลานเอ่ยว่า “ทุกท่านเห็นแล้วใช่หรือไม่ คนผู้นี้คือคนที่หลี่ฉางเกินขว้างเข้ามาในลานข้า นางจะตกตายหรือแข็งตายก็ไม่เกี่ยวข้องอันใดกับข้าเฉิงเฟิงเลยสักนิด”
เฉิงเฟิงเปิดประตูลานทิ้งไว้กว้าง แล้วหมุนตัวกลับเข้าเรือน เพราะเจ้านี่บ้าของตระกูลหลี่เป็นบ้าคนเดียวในหมู่บ้าน นางมักจะเดินเตร็ดเตร่อยู่ในหมู่บ้านบ่อย ๆ ต่อให้นางพูดไม่ได้และฟังที่ผู้คนกล่าวก็ไม่เข้าใจ แต่ก็ไม่เคยเดินหลงถึงขั้นกลับบ้านไม่ได้ ยามค่ำคืนก็จะกลับไปนอนในคอกหมูของตระกูลหลี่เป็นปรกติ
เฉิงเฟิงคิดในใจว่าหากเจ้าบ้าชะตายังไม่ขาด สักครู่ถ้าฟื้นคืนมาได้ก็คงกลับไปตระกูลหลี่ได้เอง ฉะนั้นเขาจึงเปิดประตูลานทิ้งไว้เช่นนั้น
ยามนี้หลี่ฉางเกินพี่ชายของเจ้าบ้าก็หายหน้าไปอย่างไร้ร่องรอย
ผู้คนมองดูเจ้าบ้าที่นอนแน่นิ่งไม่ไหวติงอยู่บนพื้น ต่างไม่มีใครกล้าเข้าไปดูว่านางยังอยู่หรือตาย ล้วนหวาดเกรงจะถูกพาดพิง
หลิวต้าหลานดึงเฉิงต้าแอบหลบไปเงียบ ๆ เช่นกัน
ผู้คนเห็นว่าเป็นเพียงเจ้าบ้าสักคนนอนอยู่บนพื้นก็หมดความน่าสนใจ ต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์อยู่สองสามประโยคก็แยกย้ายกันไปหมดแล้ว
หลังเฉิงเฟิงเข้านอน เขาก็ถอดเสื้อคลุมตัวหนาออก พาดไว้บนบานตู้ที่ปิดไม่สนิท ส่วนหมวกก็โยนใส่ในตู้ จากนั้นก็เดินไปที่โต๊ะนั่งลงดื่มน้ำไปเล็กน้อย สายตามองไปเห็นหนังสือสมรสที่วางอยู่บนโต๊ะสะดุดตานักแต่ก็ไม่ยอมแตะต้องมันเลยสักนิด พี่ชายพี่สะใภ้คู่นี้ช่างทำให้เขาใจเสียดายิ่งนัก เมื่อหลิวต้าหลานถือโอกาสจะแยกครัวเรือน เช่นนั้นก็แยกกันเสีย เขาเองก็ไม่อยากเห็นพี่ชายพี่สะใภ้คู่นั้นอีกแล้ว
เพื่อเงินห้าตำลึงก็จัดแจงเรื่องแต่งงานให้เขาสำเร็จเสร็จสรรพ กลับกลายเป็นว่าหลายปีมานี้เขาทำงานเปล่าประโยชน์ เงินทองใช่ว่าหาได้น้อย แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ส่วนแบ่งแม้แต่ก้อนอิฐสักก้อน
เขานั่งรออยู่ในเรือนสามถึงสี่ยามก็ยังไม่เห็นเจ้าบ้าลุกขึ้นมา คนคนนี้คงไม่ตายไปแล้วกระมัง เขาเพิ่งจะคิดออกไปดูก็มีผู้มาเยือนถึงบ้านอีกแล้ว
ผู้ที่มาไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นแม่กับพี่ชายของจวนจื่อที่พาจวนจื่อมาด้วย คาดว่าคงทราบข่าวเรื่องที่เขาแต่งกับเจ้าบ้าแล้วจึงมาคิดบัญชีกับเขา
เพิ่งก้าวเข้าเรือน พี่ชายของจวนจื่อก็เอ่ยปากขึ้นมาอย่างเกรี้ยวกราดว่า “ไอ้เวรเอ๊ย ไฉนอาจหาญทรยศน้องสาวข้า เจ้าชักจะเบื่อชีวิตแล้วสิ”
เฉิงเฟิงรู้ดีว่าเรื่องนี้ตนผิดต่อจวนจื่อ เขาจึงได้แต่ชี้แจงว่า “ท่านน้า ท่านพี่ จวนจื่อ เรื่องนี้ก่อนหน้านี้ข้าไม่ทราบมาก่อน เป็นพี่ชายพี่สะใภ้ของข้าจัดแจงให้ ข้าเองก็เพิ่งรู้วันนี้”
พี่ชายของจวนจื่อปรายตามองแล้วกล่าวว่า “เช่นนั้นเจ้าจะว่าอย่างไร”
เฉิงเฟิงกล่าวกับคนทั้งสามที่ยืนอยู่ในเรือนว่า “พี่สะใภ้ข้ารับเงินของคนอื่นมาแล้ว ข้าจะพยายามหาเงินใช้คืนตระกูลหลี่ให้ครบห้าสิบตำลึง แล้วก็จะถอนการแต่งงานนี้เสีย”
พี่ชายของจวนจื่อเป็นที่รู้กันทั่วหมู่บ้านว่าเป็นพวกเกาะขี้เรื้อน ใช้ชีวิตไปวันๆ ไม่เอางานเอาการ ไม่ว่าความชั่วหรือสิ่งไร้ศีลธรรมอะไรก็ทำทั้งนั้น เขาได้ยินว่าเป็นจำนวนห้าสิบตำลึง ดวงตาก็แดงก่ำขึ้นมา ตัวเขาเองก็ใฝ่ฝันอยากมีเงินห้าสิบตำลึง ยามนี้การเงินฝืดเคืองหนัก ต้องเข้าวังหน้าไปเร่ร่อนตามหอนางโลมในเมืองทุกวัน หากพอมีเงินอยู่บ้างก็จะเอาไปพนัน ตอนนี้ไม่รู้แล้วว่าติดหนี้คนภายนอกไปมากน้อยเท่าไร ถ้าไม่ใช้คืนก่อนปีใหม่ เจ้าหนี้คงสับนิ้วมือเขาจนขาดแน่
เขากำลังรอให้ยกจวนจื่อแต่งกับเฉิงเฟิงมาเป็นค่าตัวแปดสิบตำลึงเพื่อเอาไปใช้หนี้อยู่แท้ ๆ พอได้ยินว่าเฉิงเฟิงจะให้ตระกูลหลี่ถึงห้าสิบตำลึงก็ไม่ยอมขึ้นมาทันที “อะไรนะ นางมันก็แค่บ้าคนหนึ่ง แต่งเข้ามาทางนั้นก็ให้เจ้าแค่ห้าตำลึง แต่เจ้าจะไปถอนการแต่งงานกลับต้องให้อีกฝ่ายห้าสิบตำลึง เจ้าคิดจะให้จริง ๆ รึ เจ้ามันเสียสติไปแล้วกระมัง เป็นอะไรไป แต่งกับบ้าแล้วตัวเองก็พลอยกลายเป็นบ้าไปด้วยอย่างนั้นหรือ”
เฉิงเฟิงเอ่ยว่า “ท่านพี่ การแต่งงานครั้งนี้ข้าต้องถอนแน่ เงินข้าก็จะไม่เบี้ยวหนี้เด็ดขาด”
พี่ชายของจวนจื่อทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้ตัวเดียวในเรือนแล้วกล่าวว่า “ท่านเหอะ อย่าเลย แต่งกับจวนจื่อแปดสิบตำลึงเจ้ายังไม่มีปัญญา ยังจะมาคุยโต้โอ้อวดอีก”
นี่ก็จริง หากเฉิงเฟิงมีเงิน เขาคงได้ตัวจวนจื่อมาแต่งงานตั้งนานแล้ว เงินทองที่หามาได้ตั้งแต่เล็กจนโตล้วนถูกพี่สะใภ้ถือไว้ทั้งสิ้น มากพอสมควรแก่ค่าสินสอดแล้ว ครั้นปีก่อนเขาขยับขยายจะสู่ขอจวนจื่อ พี่ชายพี่สะใภ้กลับต่อเรือนอิฐหลังใหญ่ให้ตนเอง ตอนนั้นคนนอกยังนึกว่าเป็นเรือนให้เขาแต่งเมียเสียอีก ภายหลังถึงได้รู้ว่าเป็นเรือนที่เตรียมไว้ให้หลานชายเขาแต่งงานอยู่ต่างหาก
เวลานี้พี่ชายพี่สะใภ้ของเขามีแต่ข้าวั้วเข้าวัง ต่อให้เป็นเงินเพียงตำลึงเดียวเขาก็จะไม่ออกให้เขาอย่างแน่นอน ฉะนั้นครึ่งปีมานี้เขาจึงมอบเงินให้พี่สะใภ้เพียงครึ่งเดียว ทว่าอีกครึ่งหนึ่งก็มิได้เก็บออมไว้ เนื่องจากมักพาจวนจื่อเข้าไปขายของในเมืองบ่อยครั้ง นี่จึงเป็นสาเหตุให้หลิวต้าหลานพี่สะใภ้ของเขาไม่พอใจ ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่มีเงินเก็บ หากในมือเขามีเงิน วันนี้คงจะจ่ายให้ตระกูลหลี่แล้วยกเลิกการแต่งงานระหว่างเขากับเจ้าบ้าเสียแล้ว
พี่ชายของจวนจื่อเห็นเฉิงเฟิงเงียบไปก็กล่าวว่า “แต่บัดนี้สถานการณ์ต่างออกไปแล้ว เจ้าบ้านั่นยังมีค่าถึงห้าสิบตำลึง จวนจื่อก็คงไม่ได้หยุดอยู่แค่เลขแปดสิบอีกต่อไปแล้ว”
เฉิงเฟิงมองพี่ชายจวนจื่อผู้ละโมบสุดแสนก็เอ่ยถามว่า “เช่นนั้นท่านต้องการเงินเท่าใด”
พี่ชายของจวนจื่อชูสองนิ้วขึ้นมา เฉิงเฟิงมองแล้วถามว่า “สองร้อยตำลึงใช่หรือไม่”
แม่ของจวนจื่อเอ่ยปากขึ้นบ้างว่า “มิใช่เพียงสองร้อยตำลึง ยังต้องปลูกเรือนอิฐหลังใหญ่ให้ครอบครัวข้าอีกหลังหนึ่งเหมือนของพี่ชายพี่สะใภ้เจ้าด้วย ไว้ให้พี่ชายเจ้าแต่งเมียใช้ในภายภาคหน้า”
การปลูกเรือนของพี่ชายพี่สะใภ้เขาสิ้นเงินไปราวหกสิบถึงเจ็ดสิบตำลึง หลิวต้าหลานผู้เป็นพี่สะใภ้เขา ชอบอวดโอ้โอ้อวด ไปที่ไหนก็บอกว่าสร้างเรือนหลังนี้ใช้เงินไปร้อยสิบตำลึง
ในหมู่บ้านวิวาห์เจ้าสาวด้วยเงินหนึ่งถึงสองห่วงก็มีเกลื่อนกลาด สิบตำลึงก็ถือว่ามากโขแล้ว แปดสิบตำลึงยิ่งไม่เคยปรากฏมาก่อน เฉิงเฟิงเมื่อก่อนก็ทนเอามาเพื่อจวนจื่อ แต่นี่ทีละคนทีละคนล้วนคิดสูบเลือดสูบเนื้อเขา วันนี้เดิมทีเขาก็อัดอั้นตันใจนัก สรรหาเจ้าบ้าเป็นเมียให้เขาคือพี่ชายพี่สะใภ้แท้ ๆ ของเขา ส่วนที่เรียกร้องสินสอดมากปานนี้ก็คือครอบครัวของจวนจื่อที่คนหากันมาหลายปี นี่มันต่างอะไรกับการขายลูกสาวเล่า เฉิงเฟิงมิใช่ลูกพลับนิ่ม เขาเองก็มีอารมณ์ เพียงแต่ไม่ระเบิดอารมณ์ง่าย ๆ เท่านั้น เขาเอ่ยว่า “เช่นนั้นข้าก็ไม่แต่งกับจวนจื่อแล้ว ข้าแต่งไม่ไหว”
จวนจื่อถึงกับยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาอยู่กับที่ “เฉิงเฟิง เจ้าพูดอะไรออกมา ข้ายังไม่ได้ต่อว่าเจ้าที่ไปแต่งกับหลี่ซาจื่อเลย เหตุใดวันนี้เจ้าจึงกล่าววาจาเช่นนี้ ก็แค่เงินสองร้อยตำลึง เจ้าให้พี่ชายข้าไปเสียก็สิ้นเรื่อง เรือนของครอบครัวข้าก็ทรุดโทรมเต็มทีแล้ว ถึงเวลาสร้างใหม่ได้พอดี เจ้าให้พี่ชายพี่สะใภ้ของเจ้าสร้างเรือนอิฐหลังใหญ่ได้ เหตุใดจะให้พี่ชายข้าสร้างเรือนสักหลังหนึ่งไม่ได้เล่า”
เฉิงเฟิงมองดูครอบครัวที่ไร้เหตุผลต่อหน้าอย่างนี้แล้วกล่าวว่า “ไม่ได้ ข้าไม่มีเงิน พวกท่านกลับไปเถิด”
พี่ชายของจวนจื่อลุกขึ้นยืน เงยหน้าชี้นิ้วใส่จมูกของเฉิงเฟิงกล่าวว่า “เฉิงเฟิง เจ้าอย่ารังแกกันเกินไปนัก ข้าจะพาจวนจื่อกลับเดี๋ยวนี้ พรุ่งนี้ก็จะยกนางหมั้นหมายให้คนอื่น ให้เจ้าเสียใจจนร้องไห้ยังหาเสียงไม่เจอ”
จากนั้นก็ใช้เท้าถีบม้านั่งอย่างแรง ม้านั่งล้มกลิ้งลงพื้นเสียงกึกก้อง แล้วกระชากจวนจื่อเดินออกไปข้างนอก “กลับบ้านกับข้า”
จวนจื่อใช้มือจับกรอบประตูไว้แน่น ไม่ยอมเดิน “ข้าไม่ไป เรื่องข้ากับเฉิงเฟิงยังไม่สะสางกันให้จบ”
แม่ของนางเอื้อมมือไปบีบจวนจื่ออยู่ข้างหลังหลายครั้ง “อย่ามาทำให้ข้าอับอายขายหน้าอยู่นี่ ต่อไปไม่ได้รับอนุญาตให้ติดต่อกับเฉิงเฟิง ตระกูลเฉิงหาใช่ของดีสักคนไม่” แล้วก็ผลักจวนจื่อออกไป
เฉิงเฟิงมองดูคนไม่กี่คนที่อันตรธานไปต่อหน้าต่อตาแล้วจมสู่ภวังค์ความคิดอยู่นาน วันนี้เดิมทีเขาก็ทุกข์ระทมพออยู่แล้ว อารมณ์ยังไม่ทันสงบลงได้ คนพวกนี้เข้ามาก่อกวนอีก ก็ยิ่งทำให้อารมณ์เขาเลวร้ายกว่าเดิม
เขาเดินออกไปยังลานบ้าน นั่งยอง ๆ อยู่ข้างกายเจ้าบ้า พลิกร่างนางขึ้นมา ร่างคนก็จวนจะเย็นแข็งหมดแล้ว เขาใช้มือแตะดูลมหายใจของนาง ยังมีลมอยู่บ้าง เพียงแต่เบาลงไปเล็กน้อย
เขาจับเจ้าบ้าหิ้วกลับเข้ามาในเรือน จะอย่างไรนางก็คือชีวิตหนึ่ง จะปล่อยให้ตายในบ้านตนเช่นนี้มิได้
เขาวางเจ้าบ้าลงบนเตียง ห่มผ้าให้ แล้วออกไปยังเรือนเก็บฟืนด้านนอก หิ้วตะกร้าฟืนที่ผ่าไว้แล้วกลับเข้ามา เขาก่อไฟในเตาดินของตนเอง แล้วเปิดประตูครัวและห้องนอนให้กว้าง เช่นนี้ไออุ่นจึงเข้าไปในเรือนได้ จะได้อบอุ่นขึ้นบ้าง
ฟ้าดำมืดจนมองไม่เห็นผู้คนแล้ว เจ้าบ้าน้อยถึงได้ค่อย ๆ ฟื้นตื่นขึ้นมาอย่างมึนงง
เจ้าบ้าชะตาช่างไม่ตายง่ายเสียจริง หากเปลี่ยนเป็นคนปรกติคงสิ้นไปนานแล้ว นางถูกเฆี่ยนตีมาตั้งแต่เล็กจนโตเช่นนี้จนชินแล้ว ตระกูลหลี่นั้นใคร ๆ ก็สามารถตีนางได้ โดยไม่เคยเห็นนางเป็นคนเลย นางจึงทนทานต่อการโบยตีมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ไม่ว่าหน้าหนาวหรือหน้าร้อน นางล้วนนอนอยู่ในคอกหมู ด้วยเหตุนี้จึงไม่กลัวหนาวจัด ตายเพราะหนาวแข็งจึงเป็นไปได้ยากยิ่ง
นางฟื้นตื่นขึ้นมาก็นึกขึ้นได้ทันทีว่าพี่ชายของร่างเดิม หลี่ฉางเกินทำให้นางสลบไป พอได้สติก็ถูกโยนเข้ากลางลานจนสลบไปอีกหน โชคดีที่หิมะในลานของเฉิงเฟิงไม่เคยถูกกวาด หิมะหนาถึงเพียงนี้ นางยังถูกเขวี้ยงจนสลบต่อหน้าต่อตา แม้แต่จะร้องทัดทานก็ไม่ทันได้สติก็น็อคไปอีกแล้ว หากในลานของเฉิงเฟิงไร้หิมะ พื้นดินที่แข็งดั่งหินผาเกรงว่านางคงถูกขว้างถึงตายเป็นแน่
นี่ยังนับว่าเป็นพี่ชายแท้ ๆ ของเจ้าบ้า เจ้าบ้าผู้นี้มีชีวิตรอดมาจนวันนี้ก็นับว่าไม่ง่ายแล้ว ถูกแช่แข็งตายหรือถูกทุบตีจนตายเป็นเรื่องที่จะเกิดไม่ช้าก็เร็วเท่านั้น
นางขยับแข้งขาของตนเล็กน้อย ยังใช้ได้ นอกจากแข็งทื่อไปบ้างก็ไม่มีอะไร
นางกวาดตามองสิ่งแวดล้อมรอบตัว ห้องนี้คือเรือนของเฉิงเฟิง นอกจากนางก็ไร้ผู้ใด
นางลุกขึ้นลงจากเตียง พบรองเท้าของตนอยู่บนพื้น เป็นรองเท้าผ้าบาง ๆ ปลายเท้าทะลุเป็นรูโหว่แล้ว
นางย่อตัวลงสวมรองเท้าแล้วค่อย ๆ ย่องเท้าไปยังห้องครัว เฉิงเฟิงอยู่ในครัวดังคาด เขานั่งบนม้านั่งเตี้ย ๆ จ้องมองเปลวไฟในเตาด้วยความใจลอย
ยามเขาเงยหน้าขึ้นก็พบว่าเจ้าบ้ายืนอยู่ตรงประตูแล้ว เขาคงนึกไม่ถึงว่าคนโง่จะฟื้นตื่นเร็วถึงเพียงนี้ พอเห็นเจ้าบ้าก็ตะลึงงันไปฉับพลัน
เขาเงยหน้าขึ้นก็พบว่าเจ้าบ้ายืนอยู่ตรงประตูแล้ว เขาคงนึกไม่ถึงว่าเจ้าบ้าจะฟื้นตื่นเร็วปานนี้ พอเห็นเจ้าบ้าเข้า ก็ชะงักงันไปอย่างเห็นได้ชัด
เขาลุกขึ้นยืนแล้วเปิดประตูเรือนของตน
เจ้าบ้ามิได้บ้า นางรู้ดีว่า เฉิงเฟิงเปิดประตูเพื่อให้นางออกไป ทว่าอากาศหนาวเหน็บภายนอกหาใช่นางจะทานทนได้ไม่ ออกไปก็คือทางตายเท่านั้น
นางไตร่ตรองดูแล้ว ก็ยังคงต้องอยู่ที่นี่ไปก่อน บ้านเดิมของนางแต่ในนามนั้นคงกลับไปไม่ได้แน่แล้ว ดังนั้นจึงไม่สนใจประตูที่เฉิงเฟิงเปิดทิ้งไว้ หมุนตัวกลับเข้าไปในห้องนอนด้านในอีกครั้ง
เฉิงเฟิงก็คงนึกไม่ถึงเช่นกัน คนโง่มิเพียงไม่เดินจาก กลับหวนเข้าไปในห้องด้านในอีก
นางยังเดินไม่ทันถึงขอบเตียง เฉิงเฟิงก็เดินเข้ามาจับแขนนางไว้ แล้วลากแขนนางเดินออกไปข้างนอก นางออกแรงยันเท้าต้านพื้นดินไว้แน่น หมายไม่เดินตามไป ทว่าแรงเฉิงเฟิงยามนี้ใหญ่หลวงนัก ฉุดกระชากนางออกจากเรือนได้อย่างง่ายดาย พอลับฝาห้องแล้ว กระแสวายุหนาวก็พัดโถมเข้าใส่ นางถึงกับสะท้านสะเทือนขึ้นทันที อาจเป็นเพราะยามราตรีมาเยือน ความหนาวภายนอกจึงเสียดแทงถึงกระดูก นางรู้สึกได้ชัดเจนว่าอุณหภูมิยามค่ำคืนต่ำกว่ายามกลางวันมากนัก ออกไปก็คือทางตายเท่านั้น