พรานชายแดนผู้ยิ่งใหญ่ กับภรรยางามสามนาง

ตอนที่ 3 นายพรานแดนชายแดนอันดับหนึ่ง พาสตรีงามกินดีอยู่ดี

7 นาที· 1.7K คำ
เนื้อหาถูกแปลด้วย AI และขัดเกลาโดยผู้มีประสบการณ์ด้านการแปลเรียบร้อยแล้ว

วันรุ่งขึ้น

เฉิ่นเมิ่งเหยาเคาะประตูห้อง ฉินเฟิงและฮัวเชียนเสวี่ยจึงตื่นจากที่นอน

“นายท่าน หม่อมฉันมาช่วยท่านสวมอาภรณ์เจ้าค่ะ”

เสียงของเฉิ่นเมิ่งอวี่ดังขึ้นด้านนอก

“ไม่ต้องหรอกพี่ ข้ามีข้าคนเดียวก็พอแล้ว”

ฮัวเชียนเสวี่ยรีบห้ามปรามอย่างลนลาน จำใจช่วยฉินเฟิงสวมอาภรณ์

นางกับฉินเฟิงบัดนี้ได้เห็นถึงกายของกันและกันแล้ว สนามรบเมื่อคืนยิ่งยุ่งเหยิงอย่างมาก หากให้เฉิ่นเมิ่งอวี่เห็นเข้า นางก็ต้องได้แซวขำนางอีกเป็นแน่

“เชียนเสวี่ย เจ้าช่างรู้ความขึ้นทุกวันจริง ๆ”

ฉินเฟิงเชยคางของฮัวเชียนเสวี่ยอย่างหยอกเย้า ชื่นชมใบหน้างามหยาดเยิ้มนั้น

“พูดไปเรื่อย!”

ฮัวเชียนเสวี่ยกล่าวเสียงเย็น “หากไม่ใช่เพราะเมื่อวานเจ้าช่วยพวกเราไว้ ข้าจะยอมปรนนิบัติเจ้าเป็นไม่มี”

“ฮึ!”

ฮัวเชียนเสวี่ยแค่นเสียงเย็นชา หมุนตัวเดินออกไปข้างนอก

“ปากแข็งแต่ตัวอ่อนนิ่ม เหมือนเดิมไม่มีผิด”

ฉินเฟิงส่ายศีรษะอย่างจนใจ เดินตามออกไป

“นายท่าน!”

เฉิ่นเมิ่งอวี่และชิวสุ่ยเอ่ยทักทายฉินเฟิงพร้อมกัน ฮัวเชียนเสวี่ยนั่งอยู่บนม้านั่ง ถือท่อนไม้สุมไฟ ชำเลืองตาขาวใสให้ฉินเฟิงคราหนึ่ง

ฉินเฟิงมองภรรยางามทั้งสาม ในใจพลันรู้สึกสะเทือนใจยิ่ง

ยุคโบราณนั้นยากจนอยู่บ้าง แต่ว่าการมีภรรยาสามคนกับอนุภรรยาอีกสี่คนนับว่าไม่เลวเลย

“หอมจริง”

ฝาหม้อถูกเปิดออก กลิ่นหอมของเนื้อและข้าวลอยอบอวลขึ้นทันใด จนหน้าท้องของทุกคนร้องประท้วงเสียงดัง

“ที่บ้านยังมีข้าวหยาบอีกสองชั่ง ใส่กับน้ำซุปเนื้อจากเมื่อคืน หม่อมฉันทำเป็นโจ๊กเนื้อ รีบมาดื่มกันเถิดเจ้าค่ะ”

โม่ชิวสุ่ยยกชามที่มีรอยร้าวสองใบ ตักใส่ให้สองคน

“น้องสาวกินมาก ๆ หน่อย เมื่อคืนเจ้าลำบากแล้ว”

โม่ชิวสุ่ยยื่นอาหารให้ พลางเอ่ยด้วยความเป็นห่วง

“พี่พูดเรื่องอะไรกัน”

คิดถึงเรื่องเมื่อคืน ฮัวเชียนเสวี่ยพลันหน้าแดงระเรื่อ

“นายท่าน ท่านต้องกินให้มากกว่านี้ เมื่อคืนท่านเหนื่อยยิ่งกว่า”

“ท่านคือเสาหลักของบ้าน ชีวิตของพวกเราต่อแต่นี้ก็ล้วนพึ่งพาท่านแล้ว”

เฉิ่นเมิ่งอวี่คีบเนื้อที่เหลือในหม้อ เจอชิ้นหนึ่งวางลงในชามของฉินเฟิง

“พวกเจ้าก็กินเถิด มีตั้งมากมาย รออะไรกันอยู่ รีบกินเสีย”

ฉินเฟิงออกคำสั่งให้ทั้งสองคนกินด้วย คนทั้งสองว่าง่ายแต่แรกอยู่แล้ว ถูกเอ่ยปากเร่ง ก็รีบตักของตนคนละชาม

ท่ามกลางปีทุพภิกขภัยที่แม้แต่อาหารยังไม่มีกินในละแวกนี้ มองภรรยางามทั้งสามที่กำลังดื่มโจ๊กเนื้อ ฉินเฟิงเผยรอยยิ้มพึงพอใจ

สตรีทั้งสามยิ้มบางสบตาฉินเฟิง ในใจหวานชื่น นี่ต่างหากคือท่วงท่าที่บุรุษควรเป็น

จากนั้น ฉินเฟิงก็ไปตรวจดูข้าวปลาอาหารคงเหลือในบ้าน ก็เหลือเพียงข้าวหยาบอยู่บ้างเท่านั้น

กินอาหารหมดแล้วก็ขายภรรยา บ่งบอกว่าเจ้าของเดิมไม่คิดขวนขวายเลยแม้แต่น้อย

อาภรณ์ของภรรยาทั้งสามก็ล้วนปะชุนไม่น้อย ณ ชายแดนอันหนาวเหน็บแห่งนี้ บ้านเรือนยังมีลมรั่ว

โชคดีที่ด้านนอกเตรียมฟืนไว้มาก ทั้งสี่จึงยังพอประคองตัวไม่หนาวตาย

“นายท่าน ให้หม่อมฉันตามท่านขึ้นเขาไปล่าสัตว์ด้วยเถิด ท่านผู้เดียวลำบากเกินไปแล้ว”

“ตอนนี้หม่อมฉันมีแรงแล้ว สามารถช่วยท่านได้”

ฮัวเชียนเสวี่ยผลักประตูเข้ามาในห้องด้านใน เอ่ยขอตามฉินเฟิงขึ้นเขาล่าสัตว์อีกครั้ง

“ไม่จำเป็นอย่างแท้จริง”

“เจ้าดูแลเมิ่งอวี่กับชิวสุ่ยที่บ้านก็พอ ข้าไปคนเดียวก็แล้วกัน”

“แล้วภายในห้าวัน ท่านเอาสัตว์ล่ามาสามร้อยชั่งได้จริงหรือไม่”

“ข้าวปลาในบ้านก็เหลือไม่มากแล้ว ท่านคนเดียวทำได้แน่หรือ”

ฮัวเชียนเสวี่ยเป็นห่วงว่าถ้าเวลานั้นไม่สามารถรวบรวมสัตว์ล่าได้พอ พวกนางจะต้องถูกส่งไปเป็นทาสจริง ๆ

พวกนางล้วนแบกความแค้นเลือดไว้บนบ่า บัดนี้ต่างพึ่งพาฉินเฟิง ฉินเฟิงไม่อาจเป็นอันใดไปได้ พวกนางต้องการมีชีวิตต่อไปอย่างดี

การเปลี่ยนไปของฉินเฟิงก็ทำให้นางเห็นความหวังแห่งการแก้แค้น

“วางใจเถิด ข้าบอกแล้วว่า จะให้พวกเจ้าใช้ชีวิตอย่างดี ก็จะให้พวกเจ้าใช้ชีวิตอย่างดี”

ฉินเฟิงตบบ่าฮัวเชียนเสวี่ย หันหลังเดินไปที่เรือนฟืน

ชีวิตยากจนแร้นแค้น เขาต้องเปลี่ยนแผนการล่าสัตว์เสียหน่อย

สัตว์ล่าสามร้อยชั่งมิใช่น้อย ต้องหาทางเข้าไปในป่าลึกดูดอก แม้จะมีโจรภูเขาก็มิใช่ปัญหา

หากต้องการมีชีวิตที่ดี ต้องสู้สุดชีวิต สู้ให้ถึงที่สุด

รื้อกล่องเครื่องมือที่บิดาทิ้งไว้ ฉินเฟิงใช้ความทรงจำจากชาติก่อน ทำโครงหนังสติ๊กอันมั่นคงขึ้นมา

ใช้หนังสัตว์ที่ได้จากเมื่อคืนหุ้มเข้า แล้วใช้เอ็นสัตว์เป็นสายหนังสติ๊ก สามารถใช้ล่าสัตว์เล็ก ๆ ได้

หนังสติ๊กใช้ก้อนหินก็พอ เช่นนี้จะได้หาวัสดุจากที่ได้ ใช้แล้วสิ้นเปลืองน้อยหน่อย

เขาในชาติก่อนคือแชมป์หนังสติ๊กระดับมณฑล ดีดนกกระจอกแม่นราวจับวาง ไก่ป่าก็ยิ่งง่ายดังพลิกฝ่ามือ

เลือกไม้เอี๊ยมชั้นดีมาหลายท่อน หลังขัดเกลาจนเรียบ ฉินเฟิงทำโครงหน้าไม้สองอัน ดัดแปลงคันธนูที่บิดาทิ้งไว้ ให้กลายเป็นหน้าไม้

ความทรงจำของเจ้าของเดิมบอกเขาว่า ตอนนี้ที่นี่ยังไม่มีหน้าไม้ มีแต่เกาทัณฑ์ อาวุธสิ่งประดิษฐ์ยังอยู่ในขั้นดั้งเดิมมาก

นำเอ็นสัตว์มาทำเป็นสายหน้าไม้ แล้วใช้หนังสัตว์พันรอบตัวหน้าไม้ ให้แน่นหนายิ่งขึ้น

ใช้ก้อนเหล็กทำเป็นศูนย์เล็ง พอดีใช้เล็งเป้าหมายได้

ฉินเฟิงยังทำหน้าไม้เล็กอีกอันหนึ่ง ให้เชียนเสวี่ยไว้ป้องกันตัว

หน้าไม้อันใหญ่มีสองตำแหน่ง ตำแหน่งยิงระยะใกล้ มือก็ดึงสายได้ ส่วนอันใหญ่ต้องใช้เท้าทั้งสองข้าง สามารถยิงได้ไกลกว่าร้อยก้าว และมีกำลังแรงสูงยิ่ง

ลับหัวลูกธนูอีกทอดหนึ่ง เอาลูกธนูที่มีอยู่เพียงสิบกว่าดอกยัดใส่แล่งธนู ถือหน้าไม้อันเล็กเดินเข้าเรือน

“เชียนเสวี่ย เจ้าเอาอันนี้ไว้ หากเจออันตรายก็ใช้มันยิงได้”

“เกาทัณฑ์หน้านี้ใช้ง่ายกว่าธนู เล็งไปตามศูนย์ก็พอ”

ฉินเฟิงทำให้ฮัวเชียนเสวี่ยดูเป็นตัวอย่าง แล้วยังให้ลูกธนูเล็กอีกสองสามดอก

“นายท่าน นี่มันอะไรกัน ท่านทำได้อย่างไร”

ฮัวเชียนเสวี่ยมองอย่างตะลึงงัน หน้าไม้นี้ใช้งานง่าย หากผลิตเป็นจำนวนมาก แจกจ่ายให้กองทัพ จะน่ากลัวยิ่งนักเพียงใด

“ไม่ต้องคิดมาก เจ้ารู้ว่าใช้อย่างไรก็พอ”

“รักษาบ้านให้ดี ใครมารังแก ก็เล็งศูนย์ยิงเขาไป”

ฉินเฟิงทำให้ดูอีกที สะพายหน้าไม้จากไป

อาหารที่บ้านก็ใกล้หมดเต็มที ครั้งนี้ต้องคิดหาทางหาสัตว์ล่ามาให้มากหน่อย เผื่อไว้แลกเปลี่ยนอาหารกลับมา

ยังมีเวลาอีกห้าวัน เวลายังทันการอยู่

ฉินเฟิงเดินพลางคิดพลาง ก็มาถึงชายป่าอย่างรวดเร็ว

“ครั้งนี้ต้องเข้าไปดูให้เห็นในนั้นเป็นแน่”

ฉินเฟิงตรงดิ่งเข้าไปยังด้านในป่า ที่นั่นมีสัตว์ล่ามากกว่า ตัวเลือกมากกว่า

แน่นอนว่า โอกาสเจอโจรภูเขาก็มีมากกว่าเช่นกัน

และขณะที่ฉินเฟิงกำลังก้าวเข้าไปในป่า จ้าวหลงกับจ้าวหู่ได้แอบตามมาติด ๆ ด้านหลัง

“ไปดูไอ้ขยะนั่นล่าสัตว์อย่างไร แย่งสัตว์ล่าของมัน ถ้าฉวยโอกาสฆ่ามันได้เสีย ลูกเมียมันก็ยังเป็นของพวกเรา”

จ้าวหลงกล่าวเสียงต่ำ จ้าวหู่ในแววตาวาบแววหนึ่งถึงความเหี้ยมโหด

ฉินเฟิงซ่อนกลิ่นอายของตน ไม่หยุดยั้งมุ่งตรงเข้าด้านในป่า เดินไปกว่าสิบลี้จึงถึงด้านในป่า

“ไอ้นี่วิ่งเข้าไปด้านในแล้ว ช่างกล้านัก ถ้าเจอโจรภูเขาก็สิ้นเรื่อง”

จ้าวหลงที่อยู่ไกลออกไปเริ่มเป็นกังวล

“พี่ใหญ่ กลัวอะไรกัน มันเป็นแค่ขยะยังกล้าไป พวกเราทำไมไม่กล้าไปเล่า”

“ตามเข้าไป ฆ่ามันในนั้นเสีย ก็บอกว่าโจรภูเขาฆ่า พอดีได้ใช้มีดผู้อื่นสังหาร”

ในดวงตาของจ้าวหู่ฉายแววเจ้าเล่ห์เหี้ยมโหด ทั้งสองคนสบตากันยิ้ม ถือว่าเห็นพ้องต้องกันกับความคิดในใจ

ฉินเฟิงเดินหน้าต่อไป ไม่นานก็พบร่องรอยของสัตว์ป่า

“นี่คือกลิ่นฉี่ของกวางซิกา ในละแวกนี้มีกวางซิกาปรากฏตัว”

มุมปากของฉินเฟิงกระตุกยิ้ม ในที่สุดก็พบสัตว์ล่าที่ต้องการแล้ว

กวางซิกาทั้งตัวล้วนมีคุณค่า ทั้งยังเป็นของบำรุงชั้นดี นั่นนับว่าขายได้ราคางาม

ฉินเฟิงตามกลิ่นไป ไม่แปลกใจที่พบกวางซิกา

“กวางตัวผู้สองตัว ผลเก็บเกี่ยวมหาศาลเลยทีเดียว”

ฉินเฟิงแอบดูไป เห็นเป็นกวางตัวผู้สองตัวกำลังก้มศีรษะกินหญ้าอยู่

กวางซิกามีความระแวดระวังสูงมาก พอได้ยินเสียงแม้เพียงน้อยก็จะเผ่นหนีทันที อยากล่าให้ได้สองตัวพร้อมกันนั้นยากนัก

“ช่างเถิด โลภมากเดี๋ยวก็ล่มจม สองตัวก็แบกไปไม่ไหวอยู่ดี ล่ามาแค่ตัวเดียวก็พอ”

ฉินเฟิงตัดสินใจเด็ดขาด แอบเอาธนูหน้าไม้ขึ้นวาง เตรียมระยะยิงให้ไกลที่สุด เล็งไปที่ตัวหนึ่งอย่างเงียบ ๆ

จะให้มีเสียงแม้แต่น้อยมิได้ มิเช่นนั้นกวางซิกาจะหนีไป

ระยะนี้ไกลไปหน่อยก็จริง แต่โชคดีที่ครานี้เอาหน้าไม้มาด้วย นี่ก็เทียบได้กับปืนซุ่มยิงแห่งยุคโบราณ น่าจะจัดการได้

“บัดซบ ไอ้ฉินเฟิงนั่นถืออะไรอยู่”

จ้าวหลงมองเห็นหน้าไม้จากระยะไกล ในความทรงจำของเขาดูไม่เคยมีอาวุธเช่นนี้มาก่อน พวกพรานป่าส่วนใหญ่ล้วนใช้เกาทัณฑ์

“เจ้านี่ช่างโชคดีนัก กลับให้มันพบกวางซิกาเข้า นี่มันของดีเชียวนะ”

“แต่ระยะไกลขนาดนี้ มันจะยิงถูกหรือ”

จ้าวหู่จ้องมองอย่างตั้งใจ อดสงสัยไม่ได้....

เนื้อหานี้ได้รับการคุ้มครอง ไม่อนุญาตให้พิมพ์ อ่านต่อได้ที่ BaoNovel.com
ดันขึ้นเพื่อไปตอนถัดไป