ตำหนักหนังสือหลวง จ้าวหลวนกำลังหารือกับขุนนางคนสำคัญหลายคนในราชสำนักเรื่องการจัดงานฉลองวันคล้ายวันประสูติครบ 60 พรรษาของพระพันปี
หนึ่งเค่อก่อนหน้านี้ ข้อมือของนางเกิดปวดขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ
นางสงสัยอย่างหนักแน่นว่านี่คือผลข้างเคียงที่หลงเหลืออยู่หลังจากที่ถูกฉินอวี้พัวพันจนโดนฟ้าผ่า
นางเอามือทั้งสองข้างสอดเข้าไปในแขนเสื้อกว้าง แล้วแอบนวดข้อมือตัวเองเบา ๆ แต่อาการปวดก็ไม่ทุเลาลงเลย
นี่ยิ่งทำให้องค์หญิงผู้หงุดหงิดอยู่แล้วยิ่งหงุดหงิดเข้าไปใหญ่
ภายในตำหนักหนังสือหลวง ขุนนางคนสำคัญหลายคนยังคงถกเถียงกันอย่างดุเดือด
"ปูทางด้วยผ้าแพรยาวพันลี้ ตั้งโต๊ะเลี้ยงฉลองในโรงเตี๊ยมนับหมื่นแห่งเพื่อถวายพระพรพระพันปี เรื่องนี้ทำไม่ได้เด็ดขาด!"
"นี่เป็นเรื่องที่ฝ่าบาทประกาศให้ทั่วหล้ารับรู้ หากฝ่าบาทผิดพระดำรัส จะมิเป็นการสูญเสียความเชื่อมั่นต่อหน้าคนทั้งใต้หล้าหรือ?"
"รู้ว่าอาณาจักรของเราจะจัดงานเลี้ยงวันประสูติที่ยิ่งใหญ่ให้พระพันปี ประเทศต่าง ๆ ก็ล้วนส่งทูตมาเพื่อถวายพระพร หากผิดพระดำรัสในตอนนี้ อาณาจักรของเราจะกลายเป็นขี้ปากคนทั้งใต้หล้า และการค้ากับแคว้นโดยรอบก็อาจได้รับผลกระทบไปด้วย!"
"ฝ่าบาทควรเชิญพระพันปีให้สละการเฉลิมฉลองโดยสมัครพระทัย! เช่นนี้แล้ว จะได้ทั้งรักษาพระเกียรติของฝ่าบาทและต้าหนิง แถมยังเป็นการขจัดการฟุ่มเฟือยสิ้นเปลือง..."
ฟังการถกเถียงของเหล่าขุนนางแล้ว จ้าวหลวนก็อดปวดหัวเงียบ ๆ ไม่ได้
ตอนที่นางเพิ่งขึ้นครองราชย์ พระพันปีได้ว่าราชการอยู่หลังม่านมาตลอด
ปีที่สอง ทางใต้นั้นเกิดกบฏ แคว้นอริยังฉวยโอกาสเข้าปล้น ทำให้ต้าหนิงเกิดวิกฤตถึงสามด้าน
หลังจากแลกกับการสูญเสียอย่างหนักหน่วง วิกฤตของต้าหนิงก็คลี่คลายไปชั่วคราว และนางก็ใช้สงครามใหญ่ที่ยืดเยื้อเกือบปีนี้ค่อย ๆ กดดันอำนาจของพระพันปีลง หลังจากนั้น นางก็ขอให้พระพันปีถอนตัวออกจากราชสำนักโดยสมบูรณ์!
พระพันปีแม้จะตอบตกลงเพราะสถานการณ์บีบบังคับ แต่ก็ยังยื่นข้อเสนอ โดยให้นางประกาศไปทั่วว่า ในวันคล้ายวันประสูติครบ 60 พรรษาของพระพันปี จะปูทางด้วยผ้าแพรยาวพันลี้ ตั้งโต๊ะเลี้ยงฉลองในโรงเตี๊ยมนับหมื่นแห่งเพื่อถวายพระพร
นางรู้ว่าพระพันปีกำลังขุดหลุมพรางให้นาง แต่เพื่อลดการเสียพลังงานภายในและฟื้นฟูกำลังให้เร็วที่สุด นางก็ยังยอมตอบตกลง
ตอนนี้ เหลือเวลาอีกเพียงครึ่งเดือนก็จะถึงวันคล้ายวันประสูติครบ 60 พรรษาของพระพันปีแล้ว
นางต้องเผชิญหน้ากับเรื่องที่ไม่อาจทำให้สำเร็จได้เรื่องนี้!
นางก็เคยคิดให้พระพันปีสละงานเลี้ยงวันประสูติอันยิ่งใหญ่นี้โดยสมัครพระทัย
แต่พระพันปีแต่แรกก็ตั้งใจขุดหลุมให้นางอยู่แล้ว จะยอมสละโดยสมัครพระทัยได้อย่างไร?
เว้นแต่... จะสังหารพระพันปี!
แต่พระมารดาของนางนั้นสิ้นพระชนม์ไปตั้งแต่ยังสาว พระพันปีทรงมีพระคุณที่เลี้ยงดูนางมา
นอกจากนี้ เบื้องหลังพระพันปียังมีปรมาจารย์ผู้หนึ่งยืนอยู่ด้วย
ตราบใดที่ยังไม่ถึงจนหนทาง นางจะต้องไม่เลือกเดินหมากนี้
เพื่อเรื่องนี้ นางยังได้ออกประกาศให้รางวัลว่า ผู้ใดสามารถจัดงานเลี้ยงวันประสูติของพระพันปีให้สำเร็จลุล่วงได้ จะได้บรรดาศักดิ์หมื่นครัว!
แต่ทว่า ประกาศหลวงปิดประกาศอยู่หลายเดือน มีเพียงฉินอวี้เจ้าหมูโง่นั่นที่ถูกคนยั่วก็ไปฉีกประกาศหลวง
ขณะนั้นเอง หลูเฉิง ขุนนางผู้ช่วยกรมพิธีการ ก็ได้ทูลแนะนำขึ้นมาว่า "ในเมื่อฉินอวี้ฉีกประกาศหลวง เรื่องนี้ก็น่าจะให้ฉินอวี้เป็นผู้รับผิดชอบจัดการ! หากฉินอวี้จัดการไม่ได้ นั่นก็เป็นความผิดของฉินอวี้เองที่หลอกลวงฝ่าบาท จะมายุ่งเกี่ยวกับฝ่าบาทและราชสำนักได้อย่างไร! เมื่อถึงตอนนั้น ก็แค่ลงโทษประหารฉินอวี้เพื่อปิดปากผู้คนก็พอแล้ว!"
จ้าวหลวนก้มพระพักตร์ลง หลูเฉิงนี่ตั้งใจจะยืมมือนางมากำจัดตระกูลฉินงั้นหรือ?
"เรื่องนี้ทำไม่ได้เด็ดขาด!"
เสวียเฉิงเต้า เสนาบดีกรมโยธา รีบก้าวออกมาคัดค้านทันที "ตระกูลฉินภักดีมาทั่วทั้งตระกูล ทุกวันนี้เหลือฉินอวี้เป็นหน่อเนื้อเชื้อไขเพียงคนเดียวแล้ว!"
"หากฝ่าบาทประหารฉินอวี้ จะมิเป็นการทำร้ายจิตใจเหล่าทหารในกองทัพหรือ?"
"อีกทั้ง ฉินฝูเหมิง แม้จะถูกทัวป๋าหลิวอวิ๋นตีตกจากขั้นปรมาจารย์ แต่ก็ยังเป็นหนึ่งในใต้หล้ารองจากปรมาจารย์!"
"ฝ่าบาททรงตัดเชื้อสายตระกูลฉิน แม้จะไม่ผลักดันให้ฉินฝูเหมิงก่อกบฏ เขาก็คงไม่ยอมรับใช้ชาติอีกแน่นอน..."
ปรมาจารย์ นั่นคือขุมกำลังสูงสุดของอาณาจักรเลยนะ!
ทั่วทั้งต้าหนิง ปรมาจารย์ที่ยังเหลืออยู่ก็ไม่เกินสามคนเท่านั้น!
จะไปตัดเชื้อสายยอดฝีมือระดับสูงสุดที่ภักดีและมีโอกาสได้เป็นปรมาจารย์อีกครั้ง?
บ้าไปแล้ว!
"คำพูดของท่านเสวียนั่นไม่เหมาะสมกระมัง?"
ลวี่ชุนชิวหันไปมองด้วยหางตา แล้วพูดเรียบ ๆ เย็น ๆ ว่า "ไม่มีใครบังคับให้ฉินอวี้ฉีกประกาศหลวง เขาฉีกมันเองแต่กลับจัดการเรื่องให้สำเร็จไม่ได้ จะลงโทษประหารตามข้อหาหลอกลวงฝ่าบาท มีอะไรผิดหรือ?"
"ตามความเห็นของท่านเสวียแล้ว หมายความว่าแม้ฉินอวี้จะคิดก่อกบฏก็ยังสังหารไม่ได้หรือ?"
"เหล่าทหารของข้าเป็นทหารของราชสำนัก หรือเป็นทหารของตระกูลฉินเขากันแน่?"
เสวียเฉิงเต้าถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ ไม่รู้จะรับมืออย่างไรดี
คำพูดนี่มันอาบยาพิษชัด ๆ!
ทันใดนั้น ขันทีคนหนึ่งก็รีบวิ่งเข้ามา "กราบทูลฝ่าบาท มีข่าวจากคุกหลวง ฉินอวี้จับตัวคุณชายของท่านลวี่เป็นประกัน ใช้ชีวิตของคุณชายลวี่เป็นข้อต่อรอง ขอพบกับฝ่าบาทในคุกหลวง!"
ฟังคำรายงานของขันทีแล้ว คนในห้องต่างก็อ้าปากค้างไปตาม ๆ กัน
เจ้าเด็กแซ่ฉินนี่หาเรื่องตายได้เก่งจริง ๆ!
จับตัวลวี่ซื่อเป็นประกัน แล้วยังกล้าเรียกร้องให้องค์หญิงไปพบเขาถึงในคุกหลวงที่โสมมอีก?
พอมองไปที่เสวียเฉิงเต้า กลับเห็นว่าโกรธจนหน้าเขียว
เขาเพิ่งจะขอร้องเผื่อเจ้าเด็กเวรนั่นหยก ๆ ผลก็คือ เจ้าเวรนั่นยังอุตส่าห์สรรหาวิธีหาเรื่องตายอยู่ในคุกหลวงอีก!
"ให้ข้าไปพบเขาที่คุกหลวง?"
จ้าวหลวนแววตาเย็นขึ้นฉับพลัน สั่งขันทีผู้ใหญ่ซ่างกวนโหย่วอี๋ทันที "ให้อวิ๋นอิงไปคุกหลวงด้วยตัวเอง! ไม่จัดการให้ฉินอวี้คลานมาพบข้าเอง ก็ให้นางเอาหัวของฉินอวี้มาให้ข้า! อีกอย่าง เอาตัวพัศดีที่เฝ้าคุกหลวงมารอข้าที่นี่!"
"พ่ะย่ะค่ะ!"
ซ่างกวนโหย่วอี๋รับคำสั่งแล้วรีบไปทันที
จ้าวหลวนระงับความโกรธ แล้วมองไปที่ลวี่ชุนชิวด้วยแววตาเย็นชา "คุกหลวงเป็นสถานที่สำคัญ ลวี่ซื่อวิ่งเข้าไปถึงนั่นได้อย่างไร?"
ลวี่ชุนชิวหน้าชาไปเล็กน้อย โค้งกายกล่าว "กระผมสอนบุตรไม่ดี ขอฝ่าบาท..."
"ข้าจะคิดบัญชีกับพวกเจ้าพ่อลูกทีหลัง!"
จ้าวหลวนตัดบทลวี่ชุนชิว แล้วโบกมือใส่เหล่าขุนนาง "ข้ามีเรื่องต้องจัดการอีกเล็กน้อย พวกเจ้าถอยออกไปก่อน!"
"พวกกระผมทูลลา!"
เหล่าขุนนางต่างทำความเคารพแล้วลากลับไป
ลวี่ชุนชิวเป็นห่วงความปลอดภัยของบุตรชาย จึงเอ่ยปากอีกครั้ง "ฝ่าบาท..."
"ถอยไป!"
จ้าวหลวนตวาดเสียงกร้าว
ลวี่ชุนชิวหน้าชาไปอีกครั้ง ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็โค้งกายลากลับไป
มองแผ่นหลังของลวี่ชุนชิว รอยยิ้มบนใบหน้าของจ้าวหลวนก็ปรากฏขึ้นแล้วจางหายไปอย่างรวดเร็ว
ลวี่ชุนชิวนี่เป็นผู้สนับสนุนที่เหนียวแน่นของพระพันปีเลยเชียว!
บังอาจบุกรุกคุกหลวง!
ข้อหาดี ๆ นี่นา!
อาจจะใช้เรื่องนี้ให้ลวี่ชุนชิวไปช่วยโน้มน้าวพระพันปี ให้พระพันปีสละงานเลี้ยงวันประสูติที่ไม่มีทางทำสำเร็จได้นั่นก็เป็นได้!
......
ไม่นานนัก อวิ๋นอิงก็นำองครักษ์ประจำองค์หลายคนมาถึงคุกหลวง
ฉินอวี้รัดคอลวี่ซื่ออยู่ตรงมุมหนึ่งของคุก ร่างแทบทั้งหมดถูกบังด้วยร่างของลวี่ซื่อ
"จัดการ!"
อวิ๋นอิงสั่งองครักษ์ประจำองค์ให้จัดการพัศดีอย่างเย็นชา แล้วหันมามองฉินอวี้ด้วยแววตายังคงเย็นชาเหมือนเดิม "ราชโองการจากฝ่าบาท: ไม่แกคลานไปพบฝ่าบาท ก็เป็นข้าที่หิ้วหัวแกไปให้ฝ่าบาท!"
ให้ตายสิ! นี่มันหญิงร้าย!
ฉินอวี้เปลือกตากระตุก
นางมารร้ายนี่ ไม่มีที่ว่างให้ต่อรองเลยสักนิด!
"เจ้าไม่ฉวยโอกาสที่ข้าไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทแล้วลอบทำร้ายข้าหรอกเนี่ย?"
ฉินอวี้ถามหยั่งเชิง
อวิ๋นอิงขี้เกียจตอบ ชักดาบออกมาโดยตรง "ข้าชื่ออวิ๋นอิง แกจะขัดขืนถึงที่สุดก็ได้!"
อวิ๋นอิง?
ฉินอวี้เปลือกตากระตุก
อวิ๋นอิง ซ่างกวนโหย่วอี๋!
ผู้หญิงสองคนนี้คือฮะและเฮขององค์หญิง
คนหนึ่งเป็นหัวหน้าองครักษ์ อีกคนเป็นเลขาส่วนพระองค์
ในเวลาเดียวกัน พวกนางก็เป็นแฟนคลับตัวยงหมายเลขหนึ่งขององค์หญิงด้วย
ต่อให้องค์หญิงสั่งให้พวกนางฟันพ่อแท้ ๆ ของตัวเอง พวกนางก็ไม่ลังเลแม้แต่น้อย
"ไปก็ไป จะดุไปทำไม?"
จะกลัวก็กลัว แต่ข่มขวัญไม่ได้
ฉินอวี้รัดคอลวี่ซื่อแล้วค่อย ๆ ยืนขึ้น
ภายใต้การควบคุมของอวิ๋นอิงและพวก ฉินอวี้ก็จากคุกหลวงไปในที่สุด
เขารัดคอลวี่ซื่อมาตลอดทาง อวิ๋นอิงก็ไม่ได้ลงมืออะไรเขา
จนกระทั่งมาถึงหน้าตำหนักหนังสือหลวง ฉินอวี้ถึงได้วางใจ
เมื่ออวิ๋นอิงและพวกควบคุมพวกเขาเข้าไป แววพระเนตรขององค์หญิงก็กวาดผ่านข้อมือของฉินอวี้ไปอย่างไม่ตั้งพระทัย
ฉินอวี้เองก็แอบประเมินองค์หญิงอยู่เงียบ ๆ เช่นกัน
มององค์หญิงที่กลับมาสวมชุดสตรี ระบบเล็งอัตโนมัติก็เปิดทำงานในดวงตาของฉินอวี้อย่างควบคุมไม่ได้
คิ้วเปรียบดั่งขุนเขาไกลที่มีคมซ่อนอยู่ ดวงตาดุจดาราเหมันต์ที่เยือกเย็น เพียงแค่นั่งอยู่ตรงนั้น ก็แผ่อำนาจราชันออกมาได้
นางเหยียดขาออกมามาก ไม่ต้องคิดก็รู้ ภายใต้ฉลองพระองค์ดำสนิทนั้นต้องมีขาเรียวเลิศชั้นยอดเป็นแน่
ชุดยั่วชั้นเซียนแถมด้วยขาสวยสะบึม!
เว่อร์วังอลังการ!
ขณะที่ฉินอวี้กำลังแอบครุ่นคิด พัศดีก็คุกเข่าลง "ตุบ" หนึ่งที ตัวสั่นระริกพลางร้องคร่ำครวญ "ข้าน้อยรู้ความผิดแล้ว ขอฝ่าบาททรงพระเมตตา"
จ้าวหลวนมองพัศดีแวบหนึ่งอย่างเรียบเฉย แล้วตรัสด้วยพระสุรเสียงเข้มงวด "มีคนอยู่หรือไม่ พาตัวคนผู้นี้ออกไปแล้วโบยด้วยไม้ใหญ่ 20 ครั้ง!"
แค่โบย 20 ครั้ง?
นางมารร้ายนี่ก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่ลือกันนี่นา!
ขณะที่ฉินอวี้กำลังแอบพึมพัมอยู่ในใจ แววพระเนตรของจ้าวหลวนก็ตกลงบนตัวเขาอย่างฉับพลัน แล้วตรัสเน้นเสียงเป็นพิเศษ "คว่ำโบย!"
คว่ำ... คว่ำโบย?
ฉินอวี้สะดุ้งสุดตัว
เอาล่ะ!
เขาขอถอนคำพูดเมื่อกี้นี้
นางมารร้ายนี่ มันโหดเกินไปแล้ว!
นางกำลังเชือดไก่ให้ลิงดูชัด ๆ!
"ฝ่าบาท ไว้ชีวิตด้วย!"
พัศดีตกใจจนหน้าซีด ร้องขอชีวิตไม่หยุด
"ลากออกไป! โบยมัน!"
จ้าวหลวนโบกพระหัตถ์อย่างรำคาญ
"พ่ะย่ะค่ะ!"
องครักษ์ประจำองค์ปฏิบัติตามราชโองการขององค์หญิงอย่างซื่อสัตย์
"อ๊าก..."
ไม่นาน เสียงกรีดร้องราวกับหมูถูกเชือดก็ดังมาจากด้านนอก
นึกถึงภาพอันโหดร้ายที่พัศดีถูกคว่ำโบย ฉินอวี้ก็รีบหนีบหว่างขาเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว โซ่ตรวนที่รัดคอลวี่ซื่อก็รัดแน่นขึ้นทันทีเพราะความตึงเครียด
วินาทีต่อมา อาการปวดบนข้อมือของจ้าวหลวนก็รุนแรงขึ้นทันควัน
จ้าวหลวนขมวดพระขนง แคลงพระทัยอยู่ในใจเงียบ ๆ
เกิดอะไรขึ้น?
ขณะนั้นเอง ลวี่ซื่อที่หายใจไม่ออกอีกครั้งก็เริ่มดิ้นรนโดยสัญชาตญาณ มือทั้งสองจับหลังมือของฉินอวี้ทั้งทึ้งทั้งข่วน
"อึก..."
บนหลังมือของจ้าวหลวนเกิดความปวดร้าวขึ้นมา
จ้าวหลวนขมวดพระขนงแน่น แววพระเนตรตกลงบนหลังมือของฉินอวี้ทันที
ทอดพระเนตรดูโซ่ตรวนที่ข้อมือของฉินอวี้ แล้วนึกถึงข้อมือของตัวเองที่ปวดขึ้นมาโดยหาสาเหตุไม่ได้ หัวใจของจ้าวหลวนก็กระตุกวูบขึ้นมา
หรือว่าจะเป็นเพราะสายฟ้าประหลาดนั่นทำให้ตนกับฉินอวี้เกิดพันธนาการบางอย่างขึ้น?
เขาเจ็บ ตัวเองก็จะเจ็บไปด้วย?
เมื่อความคิดนี้ผุดขึ้นมา หัวใจของจ้าวหลวนก็หวาดหวั่นขึ้นมา...