พี่น้องทั้งสามสำรวจแผนที่ลับติดต่อกันเกือบหกถึงเจ็ดชั่วโมง สุดท้ายเจียงมู่อวิ๋นก็เป็นฝ่ายเอ่ยปาก บอกว่าควรออกจากเกมไปกินข้าวก่อน แล้วจึงพาเจียงหลีเยว่กับลู่ยวี่หวยที่ยังอาลัยอาวรณ์ออกจากแคปซูลเกม
มื้อเที่ยงยังคงสั่งอาหารเดลิเวอรีเหมือนเดิม
เพราะพวกเขาแช่อยู่ในแผนที่ลับมาตลอด ไม่มีเวลาออกจากเกมไปเตรียมอาหาร
พวกเขาออกจากเกมตอนบ่ายสามโมง อาหารมาส่งพอดีตอนประมาณสามโมงครึ่ง
เจียงหลีเยว่ก้มหน้ากินข้าว พลางถามลู่ยวี่หวยด้วยความอยากรู้ว่า “พี่หวย เดิมทีพี่คิดจะรับมือสงครามกิลด์กับหมาป่านักรบยังไงเหรอ?”
“ห้ามขอกำลังเสริม จำนวนคนของเราน้อยกว่าพวกเขาครึ่งหนึ่ง”
ลู่ยวี่หวยเลิกคิ้วอย่างได้ใจ “ก่อนหน้านี้ผมไปทำภารกิจที่ที่รกร้างหุบผาแยก แล้วเข้าไปในสถานที่แห่งหนึ่ง ข้างในนั้นผมได้ไอเทมใช้ครั้งเดียวแบบจำกัดเวลา เป็นมนุษย์จักรกลแห่งที่รกร้าง”
“มีประมาณ 200 ตัว เกราะหนา แถมโจมตีไม่เบา ที่สำคัญที่สุดคือภายใน 2 ชั่วโมงหลังเปิดใช้งาน ต่อให้ถูกตีจนพังก็จะประกอบร่างขึ้นมาใหม่ แล้วค่าพลังชีวิตก็จะฟื้นเต็ม”
“เรียกได้ว่าเป็นเครื่องจักรที่ไม่มีวันหยุด ข้อเสียเพียงอย่างเดียวคืออยู่ได้แค่ 2 ชั่วโมง พอครบเวลาแล้วก็จะกลายเป็นเศษเหล็กกองหนึ่ง”
แน่นอนว่าเขาไม่ใช่คนที่ทำอะไรตามอารมณ์ชั่ววูบ
การที่กล้ารับคำท้าของหมาป่านักรบ ย่อมต้องเตรียมตัวมาแล้ว
“อ้อ~” เจียงหลีเยว่ลากเสียงยาว ก้มหน้าตักข้าวเข้าปากอีกสองสามคำ “งั้นพี่หวยเรียกเงินน้อยไปแล้ว น่าจะเรียกสัก 100,000 เหรียญทองสิ”
ลู่ยวี่หวยส่ายหน้า “ไม่ ๆ 10,000 เหรียญทองกำลังดี ถ้าผมเรียก 100,000 เหรียญทอง ประธานกิลด์หมาป่านักรบคงถอดใจไปก่อนแล้ว”
ถึงยังไงอีกฝ่ายก็คงไม่โง่ถึงขนาดนั้น
คนน้อยกว่าก็ยังกล้าเพิ่มเงินเดิมพันออกมาตรง ๆ แบบนั้นไม่เท่ากับประกาศให้รู้หรือไงว่าฉันมีไพ่ตายอยู่ในมือ?
“เสี่ยวหลี ฟังพี่ไว้นะ อย่าเปิดโอกาสให้ศัตรูเดาได้เด็ดขาดว่าเราเตรียมไพ่ตายไว้กี่ใบ” เขาวางท่าขรึม “แบบนี้ถึงจะควบคุมสถานการณ์ได้ อยู่เหนือเกม และรักษาความลึกลับเอาไว้ นี่แหละอาวุธเด็ดที่ใช้เอาชนะศัตรู”
