แขนทั้งสองข้างของช่านที่กางออกค้างอยู่กลางอากาศ ร่างแข็งทื่อราวกับถูกสกัดจุด ได้แต่ยืนนิ่งงัน
เขามองอาสาวผู้สูงศักดิ์และเย็นชา ก่อนจะหันไปมองผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตเขา สมองเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม
เกิดอะไรขึ้น?
อาสาวไม่ได้มาหาเขาหรือไง?
ทำไมถึงเดินผ่านเขาไปทักทายผู้มีพระคุณเสียอย่างนั้น?
เจียงหลีเยว่ไม่ได้ตอบอีกฝ่าย ดวงตาสีดำสนิทหรี่ลงเล็กน้อย ภายในมีเพียงความระแวดระวังและความระวังตัวที่ไม่คิดปิดบัง
ราวกับสัมผัสได้ถึงอารมณ์ของเธอ เสวียนเย่ในอ้อมแขนก็เหยียดหางตรง แยกเขี้ยวใส่หญิงผมทองตรงหน้า
เจียงมู่อวิ๋นกับลู่ยวี่หวยยิ่งขยับมายืนข้างหน้าอย่างแนบเนียนคนละก้าว
หญิงผมทองเห็นท่าทีของพี่น้องทั้งสามอย่างชัดเจน
เธอมองใบหน้าตึงเครียดของเจียงหลีเยว่ แววเข้าใจกระจ่างวาบผ่านดวงตาสีทองอ่อน
“ดูเหมือนเธอยังไม่ได้ความทรงจำเก่ากลับมาสินะ”
ชื่อกอดอก มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มสนอกสนใจ
เมื่อก่อนคนผู้นี้เคยวางอำนาจบาตรใหญ่ไปทั่วแดนทดสอบ ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ทำท่าเย็นชาราวกับคร้านจะเสวนากับใคร แค่พูดกันไม่เข้าหูสักคำก็ลงมือทันที
ตอนนี้พอสูญเสียความทรงจำ กลับดูเหมือนลูกสัตว์ตัวน้อยที่ขนตั้งชัน แฝงความน่ารักอย่างประหลาด
เธอยิ้มแล้วพูดว่า “เก็บดาบของเธอเถอะ ฉันไม่ได้มีเจตนาร้ายกับเธอ”
“ก่อนหน้านี้เธอเคยช่วยฉันไว้มาก แถมยังฝากของบางอย่างไว้ที่ฉันด้วย”
“ฉันชื่อชื่อ”
“เดิมทีคิดว่าจะรอให้เธอได้ความทรงจำกลับมาแล้วค่อยพบกัน ไม่นึกเลยว่าเจ้าหนุ่มช่านจะบังเอิญได้รู้จักพวกเธอเสียก่อน วาสนามาเร็วจริง ๆ”
เมื่อได้ยินชื่อชื่อ
สีหน้าของเจียงหลีเยว่ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง
ความทรงจำเกี่ยวกับช่วงก่อนเริ่มต้นใหม่ในสมองของเธอว่างเปล่าโดยสิ้นเชิง เป็นไปไม่ได้ที่เธอจะลดความระแวดระวังเพียงเพราะอีกฝ่ายพูดอะไรชวนงุนงงไม่กี่ประโยค
ในสถานที่อันตรายอย่างแดนทดสอบหมื่นเผ่า
