ฉีถงเหวยรู้ดี
เรื่องเมื่อคืนนี้ล้วนเป็นบุญคุณของจ้าวเค่ย์
บุญคุณต้องรีบตอบแทนตอนที่ยังสดใหม่ ไม่ใช่รอให้เกิดเรื่องแล้วค่อยไปกอดพระ
เย็นวันถัดมา
ฉีถงเหวยตั้งใจเลือกร้านอาหารส่วนตัวบรรยากาศดีแห่งหนึ่งในย่านเมืองเก่า
พอถึงเวลานัดหมาย ประตูห้องส่วนตัวก็ถูกผลักเปิด
จ้าวเค่ย์สวมชุดลำลอง แขนเสื้อพับขึ้นอย่างสบาย ๆ ประโยคแรกที่พูดทันทีเมื่อเข้ามาคือคำขอโทษ
“ขอโทษนะถงเหวย มาช้าไปสองนาที ตรอกแถวนี้แคบ รถเข้าไม่ได้ ฉันเลยเรียกแท็กซี่อ้อมมา”
ฉีถงเหวยลุกขึ้นรินชาร้อนให้เขา แล้วยิ้มพลางรับบทสนทนาอย่างเป็นธรรมชาติ
“พวกคุณออกไปปฏิบัติภารกิจนอกสถานีตำรวจ ทำไมไม่มีรถสำรองสักคัน ยังต้องเรียกแท็กซี่เองอีกเหรอ”
พอได้ยินคำถามนี้ จ้าวเค่ย์ก็หน้าแดงและยิ้มอย่างกระอักกระอ่วน
“พูดไปคุณคงไม่เชื่อ ทั้งสถานีตำรวจเขตเมืองฝ่ายตะวันออกมีรถราชการรถซังตานารุ่นเก่าอยู่แค่คันเดียว”
ฉีถงเหวยเลิกคิ้ว “มีรถแล้วยังไม่พอใช้อีกเหรอ”
“พอบ้าอะไรล่ะ”
จ้าวเค่ย์ยกถ้วยชาขึ้นจิบหนึ่งอึก ก่อนลดเสียงลง
“รถคันนั้นเป็นรถส่วนตัวของผู้กำกับ ใช้ไปกลับที่ทำงาน ไปวิ่งเต้นเส้นสาย ไปงานเลี้ยง เขายึดไว้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ตำรวจแนวหน้าที่ทำคดีหรือลาดตระเวนกลางคืนอย่างพวกเรา ไม่มีใครได้แตะกุญแจหรอก”
“ถ้าเจอเหตุฉุกเฉินจริง ๆ ไกลหน่อยก็เรียกแท็กซี่ ใกล้หน่อยก็ขี่มอเตอร์ไซค์ ลมฝนมาก็ต้องกัดฟันทนเอา”
พอดื่มเบียร์ไปหลายแก้ว บรรยากาศก็เริ่มครึกครื้นขึ้น
