มีเพียงฉีถงเหวยที่นั่งกินข้าวเงียบ ๆ อยู่ตามลำพังตรงมุมห้อง ไม่มีใครสนใจ
อาสะใภ้หวังลี่เฟินยกแก้วเหล้าขึ้นมา ทำทีพูดคุยเรื่อยเปื่อย แต่แท้จริงกลับเหน็บแนมว่า “เฮ้อ คนเรานี่เอามาเทียบกันไม่ได้จริง ๆ บางคนเกิดมาก็เป็นต้นกล้าทางการเรียน บางคนเกิดมาก็ไม่ใช่คนเรียนเก่ง นี่เป็นเรื่องที่โชคชะตาลิขิตไว้ ฝืนกันไม่ได้หรอก”
ทุกคนในห้องรู้ดีว่าคำพูดนี้หมายถึงใคร
น้าเขยหลิวเต๋อเซิ่งที่นั่งอยู่ข้าง ๆ รีบรับคำต่อทันที เขาส่ายหน้าแล้วถอนใจ “ถงเหวยคราวนี้น่าเสียดายจริง ๆ เป็นเด็กเรียนดีแท้ ๆ แต่ดันทำข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ไม่ดี สุดท้ายเลยได้แค่มหาวิทยาลัยระดับสาม ค่าเล่าเรียนก็แพง เรียนจบมาใบปริญญาก็ไม่ได้รับการยอมรับมากนัก ต่อไปหางานคงเสียเปรียบแย่เลย”
น้าสาวจ้าวซิ่วเฟินคล้อยตาม แววตาเจือความดูแคลนอยู่หลายส่วน “ถ้าไม่ยอมลำบากกับการเรียน ต่อไปก็ต้องลำบากกับชีวิต เด็กหนุ่มสาวสมัยนี้ ถ้าไม่มีวุฒิจากมหาวิทยาลัยดี ๆ ต่อไปคงเดินไปไหนได้ยาก”
คำพูดเยาะเย้ยถากถางพรั่งพรูลงกลางวงอาหารอย่างแผ่วเบา แต่ละคำล้วนทิ่มแทงใจ
ฉีเจี้ยนกั๋วกับจ้าวกุ้ยหลานมีสีหน้ากระอักกระอ่วน นั่งไม่ติดที่ แต่ก็ไม่สะดวกจะโต้แย้ง
อย่างไรเสียก็เป็นญาติกันทั้งนั้น การที่พวกเขา “พูดจากใจ” สั่งสอนฉีถงเหวยเช่นนี้ อย่างน้อยต่อหน้าก็ดูเหมือนกำลัง “ช่วย” ให้เขาพัฒนาตัวเอง
