เส้นทางที่มุ่งลึกเข้าไปในหุบเขา ทำเอาทุกคนเดินไปอย่างกระสับกระส่าย
พูดตามตรง ตั้งแต่เวินถังก้าวเข้ามาในภูเขา นางก็คิดอยากหันหลังกลับแล้ว
ไม่ไหวก็ออกไปจับทหารเกณฑ์เสียเลย จับนางไปด้วยก็ได้
เป็นทหารทำครัว นางน่าจะพอทำไหวกระมัง?
หรือจะลองสร้างความชอบทางทหารอะไรสักอย่างดี เพราะในภูเขานี้ดูน่ากลัวกว่าข้างนอกเสียอีก
ในป่ามืดสลัว พื้นเต็มไปด้วยใบไม้แห้งผุพัง พอเหยียบลงไปก็ยวบยาบจมลงไป กลิ่นอับชื้นเน่าเหม็นพุ่งเข้าจมูกไม่หยุด
ยุงและแมลงบินวนอยู่เป็นฝูง กัดจนแขนกับต้นคอของทุกคนขึ้นตุ่มแดงบวมไปหมด
พวกเด็ก ๆ ถูกกัดจนแทบอยากร้องไห้ แต่ก็ไม่กล้าร้องออกมา
เพราะเด็ก ๆ เองก็ดูออกว่าสีหน้าของพวกผู้ใหญ่ไม่สู้ดีนัก
กลัวว่าร้องออกไปแล้วจะโดนดุ
ซุนซื่อปัดเนื้อตัวพลางสบถว่า “ที่บ้า ๆ แบบนี้จะให้คนอยู่ได้อย่างไร? พวกเราจะตั้งหลักอยู่ที่นี่จริง ๆ หรือ?”
เวินฉางจู้ถือมีดพร้าเดินนำหน้า คอยฟันกิ่งไม้ที่ขวางทาง
ส่วนเวินฉางเถียนกับเวินฉางไฉใช้เคียวถางหญ้า ต้องเปิดทางก่อน อย่างไรเสียยังมีรถเข็นที่ต้องเข็นขึ้นเขาอีก
ทุกคนเดินลุยกันไปสามชั่วยามกว่า กว่าจะหาที่พอจะพักพิงได้สักแห่ง
เป็นแอ่งเขาที่มีภูเขาล้อมสามด้านและกำบังลม พื้นที่ค่อนข้างกว้างและราบ แต่หากไม่ถางให้เรียบร้อยก็ยังพักอาศัยไม่ได้
ที่สำคัญคือมีลำธารสายเล็กไหลอยู่ข้าง ๆ ไม่ต้องกังวลเรื่องแหล่งน้ำ เสียงน้ำก็ไม่ดังนัก หากมีสัตว์ผ่านมาก็ยังได้ยินเสียง
เวินถังตัดสินใจให้พักที่นี่ก่อน ที่สำคัญคือหากเดินต่อไป นางรู้สึกว่าตัวเองคงได้เดินจนตายแน่
เวินฉางจู้ไม่มีเวลาพัก พาน้องชายทั้งสองรีบกลับไปขนรถเข็นขึ้นมา ส่วนจางซื่อกับฟางซื่อก็รีบก่อไฟทำอาหารรองท้อง
เวินถังเลยกลายเป็นคนที่ต้องคอยดูแลเด็ก ๆ
แต่จริง ๆ แล้วเด็ก ๆ ไม่จำเป็นต้องให้นางดูแล ต้าหลางพาเอ้อร์หลางไปเก็บกิ่งไม้แห้งอยู่แถว ๆ นั้น ต้าเหนี่ยวกำลังถอนหญ้า เหลือเพียงเอ้อร์เหนี่ยวตัวน้อยที่นั่งจ้องตากับเวินถัง
ความคิดของเอ้อร์เหนี่ยวชัดเจนมาก อย่ามายุ่งกับข้าเลย พวกเราเพิ่งรู้จักกัน ย่าดูแลตัวเองให้ดีก็พอ
เวินถังรับรู้แล้ว จึงนั่งเงียบ ๆ อยู่ตรงนั้นกับเอ้อร์เหนี่ยว
ต้าหลางกับต้าเหนี่ยวที่กลับมาส่งฟืนเห็นย่านั่งนิ่งเช่นนี้ ก็หันมาสบตากันด้วยความเป็นห่วงอยู่บ้าง
ตอนเวินเหล่าไท่อยู่ที่บ้าน ต้าหลางเป็นเด็กที่ได้รับความรักมากที่สุด เขาเป็นเด็กผู้ชายคนโตของบ้าน ย่าจึงเอ็นดูเขาเป็นธรรมดา
ส่วนต้าเหนี่ยวเป็นเด็กผู้หญิงคนแรกของบ้าน เวินเหล่าไท่ไม่เคยอุ้มชูเจินเอ๋อร์ ลูกสาวบ้านเวินฉางเกินจนป้อนข้าวป้อนน้ำ แต่ต้าเหนี่ยวกลับได้รับการเลี้ยงดูจากเวินเหล่าไท่จนถึงหนึ่งขวบ
แม้ภายหลังเวินเหล่าไท่จะไปอยู่เมืองหลวงประจำมณฑล และไม่ได้พบกันมาหลายปี แต่ต้าหลางกับต้าเหนี่ยวก็ไม่ได้รู้สึกแปลกหน้ากับย่ามากนัก
เด็กทั้งสองจึงเป็นห่วงย่า พอเห็นย่าหลับตาอยู่ก็กลัวว่านางจะยังคิดไม่ตก
แต่เวินถังไม่ได้คิดไม่ตกอะไร นางกำลังหลับตาลองดูว่ามีพลังพิเศษหรือมิติส่วนตัวอะไรหรือเปล่า
ทะลุมิติมาทั้งทีไม่ควรมีพลังพิเศษหรือมิติส่วนตัวติดตัวมาด้วยหรือไง?
ตัวเอกแค่ลูบไฝตรงฝ่ามือ แวบเดียวก็เข้าไปในมิติที่มีของเต็มพรืดได้แล้ว
หรือไม่ก็ตัวเอกก่อนหนีภัยพิบัติต้องหาเงินซื้อของติดตัวมาบ้างไม่ใช่หรือ?
อย่างน้อยก็น่าจะมีหมูป่าหรือไก่ป่าตกลงมาจากฟ้าสักตัวสิ
ทำไมพอเป็นนางแล้วถึงยังไม่มีอะไรโผล่มาให้เลย?
ผ่านไปสองเค่อ เวินถังก็ลืมตาขึ้นอย่างผิดหวัง
ให้ตายสิ ดูท่าตัวเองจะไม่มีอะไรติดตัวมาเลยสักอย่าง!
มิติส่วนตัว พลังพิเศษ สวรรค์เอ๋ย ทำไมใจร้ายกับฉันขนาดนี้
“กินข้าวได้แล้ว!” เสียงดังลั่นของซุนซื่อดังมา
“มาแล้ว!”
เวินถังหิวจริง ๆ ตั้งแต่มาถึงก็ไม่เคยได้กินอิ่มสักมื้อ แถมยังเดินแทบตายมาตั้งนาน ตอนนี้เห็นอะไรก็อยากกินไปหมด
เวินถังกินไปพลางคิดไปด้วยว่า เอาเถอะ ไม่ต้องคิดจะฝ่าคลื่นลมอะไรแล้ว รีบกินข้าวดื่มน้ำแกงให้เรียบร้อยดีกว่า
ทั้งครอบครัวรีบกินข้าวกันจนหมด แล้วยังต้องสร้างเพิงพักให้เสร็จก่อนฟ้ามืด
สามพี่น้องกับเวินถังปรึกษากันเรื่องสร้างเพิงอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ลงมือทันที
เวินฉางจู้พาน้องชายไปตัดไม้เนื้อแข็ง พอโค่นแล้วก็ช่วยกันขนไปไว้กลางแอ่งเขา
ตัดไม้เสร็จแล้วก็ต้องไปตัดเถาวัลย์เหนียว ๆ มามัดโครงไม้ เสื่อฟาง และจุดเชื่อมต่อของผ้าใบกันน้ำให้แน่นเป็นวง ๆ
จากนั้นก็โกยใบไม้ผุพังกับเศษหินบนพื้นไปทิ้งไว้ริมลำธารที่อยู่ไกลออกไป
พอจัดการทุกอย่างเสร็จ ก็ผ่าพุ่มไม้เตี้ย ๆ มาทำเป็นรั้วล้อมรอบเพิง ป้องกันสัตว์ป่าเข้ามาใกล้
ซุนซื่อกับฟางซื่อช่วยกันถอนหญ้าและทำความสะอาดพื้นเป็นหลัก
ขณะซุนซื่อกำลังถอนหญ้า จู่ ๆ เท้าก็ลื่น มีตะขาบดำตัวอ้วนเท่านิ้วมือพุ่งออกมาจากใต้กอหญ้าแล้วไต่ผ่านหลังเท้าของนางไปทันที นางตกใจจนร้องลั่นและกระโดดหนีไปไกล ดึงฟางซื่อให้ถอยตามไปติด ๆ
“โอ๊ย แม่เจ้า! ทำไมมีเจ้าพวกนี้เยอะขนาดนี้!”
ฟางซื่อก็ขวัญอ่อนอยู่แล้ว พอถูกนางร้องใส่ก็แทบจะร้องไห้ออกมา
ส่วนเวินถังกำลังตรวจนับเสบียงทั้งหมด รถเข็นถูกเข็นขึ้นมาจนครบแล้ว
มีธัญพืชอยู่ราว 500 ชั่ง แต่ครอบครัวมีถึง 12 คน ต่อให้ประหยัดกินจนพุงกิ่วก็ยังอยู่ได้อีกไม่นาน
ยิ่งไปกว่านั้น ส่วนใหญ่ยังเป็นธัญพืชหยาบ ดูท่าลูกชายทั้งสามของบ้านเวินคงไม่ได้มีชีวิตสุขสบายที่บ้านเกิดนัก
บนรถเข็นยังมีมันฝรั่งสองกระบุงกับมันเทศหนึ่งกระบุง มันเทศกับมันฝรั่งมีขนาดเล็กกว่าที่เวินถังเคยเห็นในชาติก่อนเล็กน้อย
นอกจากนี้บนรถยังมีผักดองไหเล็กหนึ่งไหกับเต้าเจี้ยวไหเล็กหนึ่งไห พอเปิดฝาก็ได้กลิ่นเค็มเข้มข้นลอยออกมา
น้ำมัน เกลือ ซีอิ๊ว และน้ำส้มสายชูเหลืออยู่ก้นภาชนะเท่านั้น ช่างลำบากคนบ้านเวินจริง ๆ เครื่องปรุงมีอยู่แค่นิดเดียวก็ยังอุตส่าห์หอบติดตัวมาด้วย
เวินถังหันไปเห็นห่อผ้าใบใหญ่สองห่อ ใช่แล้ว เป็นของเจ้าของร่างเดิม
พอเปิดห่อผ้า เวินถังยังไม่ทันได้ดูให้ละเอียดก็แทบอาเจียน
นี่มันกลิ่นอะไรกัน?
ที่แท้ขนมในห่อผ้าขึ้นราสีเขียวแล้ว
มิน่าระหว่างทางเวินถังถึงได้กลิ่นเหม็นเปรี้ยวอยู่ตลอด นางนึกว่าตัวเองเหม็นเปรี้ยวเสียอีก ที่ไหนได้เป็นขนมนี่เอง
ขนมพวกนี้ต้องทิ้ง แต่มีเนื้อหมักแห้งชิ้นหนึ่งในห่อที่ยังกินได้
นอกจากเสื้อผ้าเก่า ๆ บางเบาของเจ้าของร่างเดิมที่ปะแล้วปะอีกกับผ้าผืนหนึ่งแล้ว ยังมียาขี้ผึ้งกับยาเม็ดอีกจำนวนหนึ่ง คงเป็นของที่เจ้าของร่างเดิมหยิบมาจากร้านยาของลูกชายคนโต
ดูท่าเจ้าของร่างเดิมจะไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะกลับไปไม่ได้ ไม่อย่างนั้นคงไม่หอบเสื้อเก่ามาแค่ไม่กี่ชุด
ในห่อผ้ายังมีเงินแท่งเล็กหนึ่งแท่ง เศษเงินอีกหลายชิ้นกับเหรียญทองแดงสองสามเหรียญ ซุกอยู่ในเสื้อผ้า
พอเห็นของพวกนี้ เวินถังก็นึกขึ้นมาได้ทันที
เจ้าของร่างเดิม เวินเหล่าไท่ เฮ้อ นางจากไปแล้วจริง ๆ
เงินพวกนี้มองแล้วแสบตาชะมัด
กว่าจะช่วยกันทำงานจนถึงกลางดึก เพิงอย่างง่ายก็เป็นรูปเป็นร่างเสียที
โครงไม้หยาบ ๆ ประกอบกันเป็นพื้นที่สูงกว่าครึ่งตัวคนเล็กน้อย พอให้เข้าไปนอนได้อย่างพอถูไถ ทั้งยังเอาเสบียงที่นำมาด้วยไปเก็บไว้ข้างในได้ก่อน
คืนนี้ก็พักกันไปแบบนี้ก่อน พรุ่งนี้ยังต้องสร้างผนังรอบเพิงต่อ
พื้นด้านในปูหญ้าแห้งหนา ๆ ไว้สองชั้นเพื่อกันความชื้น
ทั้งสี่มุมของเพิงวางกองหญ้าอ้ายเฉ่าไว้กองละหนึ่งมัด จุดไฟไล่แมลง
เวินถังนั่งอยู่บนกองหญ้าแห้ง ร่างกายของนางยังไม่ฟื้นดี พื้นฐานของเจ้าของร่างเดิมก็ไม่แข็งแรงนัก
ทุกคนในครอบครัวเต็มไปด้วยฝุ่นดิน มือกับใบหน้ามีรอยข่วนมากบ้างน้อยบ้าง
“ทำอาหารเพิ่มอีกหน่อยเถอะ แล้วเอาหญ้าอ้ายเฉ่าที่จุดไว้ไปอบให้ทั่วทั้งแอ่งเขา จะได้ช่วยไล่แมลงมีพิษ”
เวินถังเห็นทุกคนเหนื่อยจนหมดแรงแล้ว ไม่อยากให้พวกเขาต้องเข้านอนทั้งที่ท้องยังหิว
ควันจากการหุงหาอาหารลอยอ้อยอิ่งขึ้นข้างเพิงหญ้า
พออาหารเสร็จ ซุนซื่อก็ส่งทัพพีให้เวินถังด้วยสีหน้าเปี่ยมศรัทธา ให้นางเป็นคนแบ่งอาหาร
นี่เป็นกฎของบ้าน ตอนเวินเหล่าไท่อยู่บ้านก็ทำเช่นนี้เสมอ นางเป็นผู้กุมอำนาจเรื่องกินดื่มของคนทั้งบ้าน ข้าวต้มหนึ่งหม้อแบ่งเป็นเก้าส่วน ส่วนใหญ่เป็นผักป่า มีธัญพืชรองก้นชามอยู่บาง ๆ เท่านั้น
เวินถังแบ่งอาหารไปแล้วรอบหนึ่ง เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว นางไม่อยากแบ่งอีก
เวินถังโบกมือให้ครั้งเดียวก็สละอำนาจ ตั้งแต่นี้ไปหน้าที่แบ่งอาหารยกให้ซุนซื่อ
อย่ามองว่าแค่ยกอำนาจนี้ให้ซุนซื่อ นางกลับเหมือนได้รับยากระตุ้นจนคึกคักขึ้นมาทันที
“เจ้าค่ะ ท่านแม่!” ซุนซื่อรับคำเสียงดัง แก้มแดงปลั่ง
เอ้อร์เหนี่ยวตกใจจนเกือบทำชามในมือหล่น
ก็แค่แบ่งข้าวเอง ไม่เห็นต้องตื่นเต้นขนาดนั้นเลยนี่นา—
