“ไม่ต้องหรอก”
ฟู่เสวี่ยเยี่ยนเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเด็ดขาดราวกับใช้มีดตัดฉับ
เขาไม่แม้แต่จะเงยหน้า มือยังคงแกะเปลือกกุ้งอยู่ น้ำเสียงเอื่อยเฉื่อย ทว่าทุกคำกลับหนักแน่นจนไม่มีช่องให้ต่อรอง
“ฝีมือทำอาหารของน้าชายทำคนกินแทบเอาชีวิตไม่รอด คราวก่อนเขาผัดผักใส่เกลือไปครึ่งขวด ตุ๋นซี่โครงก็ไม่เติมน้ำ เกือบเผาหม้อทะลุ ผมพูดตามตรงนะครับ เขามาไม่ใช่เพื่อดูแลพวกเรา แต่เราต่างหากที่ต้องดูแลเขา”
ซ่งเหยาถึงกับพูดไม่ออก มุมปากกระตุกเล็กน้อย
เธออยากโต้แย้ง แต่พอนึกถึงฝีมือทำอาหารของสามีแล้ว ภาพนั้นก็ช่าง…
เกินจะบรรยาย
ครั้งก่อนคุณหวังเกิดนึกครึ้มใจขึ้นมา บอกว่าจะทำปลาตุ๋นซีอิ๊ว ผลคือปลาไหม้เกรียมเป็นถ่าน ควันโขมงไปทั่วห้องครัวจนสัญญาณเตือนไฟไหม้ดังลั่น
ฟู่เสวี่ยเยี่ยนวางเปลือกกุ้งลง ก่อนเงยหน้ามองซ่งเหยา ดวงตาสีอำพันที่หาได้ยากนักมีแววจริงจังขึ้นมาหลายส่วน
“น้าเล็กไปทำงานต่างเมืองเถอะครับ ผมจะดูแลเธอให้ดี แล้วก็จะดูแลตัวเองด้วย”
ซ่งเหยาลองคิดดูแล้วก็เห็นว่าเป็นเช่นนั้นจริง ฝีมือทำอาหารของคุณหวังไม่ต้องพูดถึง อีกอย่างเฉินเฉินเพิ่งเข้าอนุบาล ช่วงนี้เป็นช่วงที่ต้องปรับตัวมากที่สุด แค่รับส่งทุกวันก็คงยุ่งพอแล้ว
“ก็ได้” ซ่งเหยาจำต้องยอม “ในตู้เย็นน้าเตรียมวัตถุดิบกับอาหารกึ่งสำเร็จรูปไว้ให้พวกเธอเยอะหน่อย ทำกับข้าวกินกันได้ทั้งสัปดาห์ ถ้าไม่พอก็ไปร้านอาหารหูหนานแถวโรงเรียน เจ้าของร้านรู้จักน้า”
ฟู่เสวี่ยเยี่ยนขานรับในลำคอ แล้วก้มหน้ากินข้าวต่อ
