คุกเข่าลง เรียกข้าว่าท่านพ่อ
กู้เหยียนซีดวงตาแดงก่ำ จ้องหลี่อานเซิงเขม็ง
เมื่อเห็นท่าทางมั่นอกมั่นใจว่าตนเอาชนะเขาได้ของหลี่อานเซิง ความคิดอันน่าจะเป็นไปได้อย่างหนึ่งก็ผุดขึ้นมาอีกครั้ง
เขากำลังหลอกข้า!
ใช้เงื่อนไขแสนเข้มงวดเช่นนี้บีบให้ข้าถอย!
บทกวีก่อนหน้านี้เป็นผลงานอมตะที่หาได้ยากยิ่ง เขาจะประพันธ์บทกวีที่มีระดับทัดเทียมกันได้อย่างไร?
เมื่อมั่นใจในเรื่องนี้แล้ว!
ความเคียดแค้นจากการถูกหยามหยันในใจของกู้เหยียนซีกลับแปรเปลี่ยนเป็นความฮึกเหิมอันบิดเบี้ยว
เขาจะเฝ้าดูหลี่อานเซิงถูกเปิดโปงกับตาตนเอง ให้ชื่อเสียงป่นปี้ต่อหน้าผู้คน!
“ดี!” กู้เหยียนซีเค้นคำหนึ่งออกมาจากไรฟัน น้ำเสียงแหบพร่า “ข้ารับคำท้า หากเจ้าแต่งไม่ออก เรื่องวันนี้ข้าจะนำไปกราบทูลฝ่าบาท!”
หลี่อานเซิงยิ้ม สายตาทอดผ่านผู้คนไปหยุดลงที่ซูชิงยวนโดยตรง
ยามนี้หญิงสาวก็กำลังมองเขาอยู่เช่นกัน ทั้งสองสบตากันอีกครั้ง คืนนี้พวกเขาสบตากันบ่อยเกินไปแล้วกระมัง!
ครานี้ซูชิงยวนเป็นฝ่ายเบือนหน้าหนีก่อน ใบหูร้อนผ่าวเล็กน้อย
หลี่อานเซิงส่งยิ้มเจิดจ้าให้นาง ก่อนเดินกลับไปนั่งข้างโต๊ะเตี้ย แล้วหยิบพู่กันขึ้นมาอีกครั้ง
ทุกคนในศาลาต่างกลั้นหายใจ
หลี่อานเซิงเขียนไม่เร็วนัก ผ่านไปครู่หนึ่งเขาก็วางพู่กันลง แล้วเลื่อนกระดาษสวนหวนออกไป ซูชิงยวนก้าวเข้าไปหยิบแผ่นกระดาษที่หมึกยังไม่แห้งประหนึ่งถูกผีสิง
“ไม่ว่าราชสำนักหรือป่าเขา ข้ารักเจ้า มิใช่เพียงร่มเงานับพันหมู่”
