เฉ็ดเฉ็ดครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหยิบยันต์กระดาษสีทองแผ่นหนึ่งส่งให้โม่ชง
“เสี่ยวโม่ จงจำไว้ นำยันต์แผ่นนี้ไปติดไว้ในห้องขัง ติดตรงไหนก็ได้ ขอเพียงอยู่ในเขตห้องขังก็พอ”
โม่ชงเอ่ยถามด้วยความนอบน้อม “องค์หญิงน้อย ขออภัยที่ข้าน้อยบังอาจถาม ยันต์แผ่นนี้มีสรรพคุณเช่นไรพ่ะย่ะค่ะ”
เฉ็ดเฉ็ดตอบ “เป็นยันต์ที่ทำให้คนมองเห็นดวงวิญญาณ มีผลนานสามวันสามคืน”
“หากพวกเจ้ามีความกล้าพอ ก็ส่งคนไปเฝ้านอกห้องขัง ยกโต๊ะเก้าอี้กับกระดาษ หมึก พู่กัน และแท่นฝนหมึกไปด้วย เตรียมจดบันทึกคดีความไว้ให้พร้อม”
กล่าวถึงตรงนี้ เฉ็ดเฉ็ดก็หัวเราะเสียงเย็นเยียบ
“พวกเศษสวะตระกูลหนานกงทำเรื่องชั่วช้ามามาก ย่อมกลัวผีมาเคาะประตู ขอเพียงวิญญาณอาฆาตทำให้พวกมันตกใจ สิ่งที่ควรสารภาพหรือไม่ควรสารภาพก็จะพากันแย่งกันพูดออกมาเอง”
ดวงตาโม่ชงเป็นประกาย เขาเข้าใจแล้ว
องค์หญิงน้อยคิดจะอาศัยมือของเหล่าวิญญาณอาฆาต บันทึกความผิดมหันต์ของตระกูลหนานกงให้ได้เร็วที่สุด
ทว่า...
“องค์หญิงน้อย มิใช่ทุกคนจะกล้าหาญเช่นแม่ทัพผู้น้อย แม่ทัพผู้น้อยเกรงว่าคนอื่นจะหวาดกลัวพ่ะย่ะค่ะ”
คำพูดของโม่ชงแอบยกยอตนเองอยู่กลาย ๆ
เฉ็ดเฉ็ดเหลือบมองเขา ช่างหลงตัวเองเสียจริง
“ฮึ กลัวอะไร? มีข้าอยู่ทั้งคน วิญญาณอาฆาตไม่ทำร้ายผู้บริสุทธิ์หรอก ช่างเถิด เจ้านำยันต์กองนี้ไปแจกจ่ายให้ทุกคน คนละแผ่น พกติดตัวไว้”
เฉ็ดเฉ็ดรู้สึกเสียดายยิ่งนัก การวาดยันต์ต้องใช้พลังวิญญาณ โชคดีที่นางมีพลังวิญญาณเต็มเปี่ยม
“พกยันต์ติดตัวไว้ สิ่งอัปมงคลจะไม่กล้าเข้าใกล้ ไอหยินก็ทำอันตรายร่างกายพวกเจ้าไม่ได้”
“ขอบพระทัยองค์หญิงน้อย! แม่ทัพผู้น้อยซาบซึ้งในพระกรุณายิ่งพ่ะย่ะค่ะ!”
