เว่ยอี้หม่านเบิกตาค้างด้วยความตื่นตระหนก ชั่วพริบตาเหงื่อเย็นก็ผุดท่วมกาย เขารีบหมอบลงกับพื้น
“ฝะ...ฝ่าบาทโปรดอภัย กระหม่อม...กระหม่อมมิกล้าทำเช่นนั้น แม้ต้องตายหมื่นครั้ง ขอฝ่าบาทอย่าทรง...อย่าทรงล้อเล่นเช่นนี้เลยพ่ะย่ะค่ะ”
จบเห่แล้ว
ให้เขาไปนั่งบัลลังก์มังกร
นั่นไม่เท่ากับส่งเขาไปตายหรือไร?
เรื่องล้อเล่นเช่นนี้ไม่น่าขันเลยสักนิด จริงแท้แน่นอน
“หึ” จักรพรรดิอู่เหวินตี้ตรัสเย้ยหยันด้วยสีหน้าเย่อหยิ่ง แววตาคมกริบราวกับกำลังเฉือนเว่ยอี้หม่านเป็นชิ้น ๆ “ท่านราชเลขาธิการเว่ย ในฐานะจักรพรรดิ เมื่อเราลั่นวาจาออกไปแล้ว ย่อมไม่คืนคำ เรามิได้ล้อเล่นกับเจ้า”
เว่ยอี้หม่านแทบจะปัสสาวะราด
เขาโขกศีรษะลงกับพื้นเสียงดังสามครั้ง หน้าผากแตกในทันใด เลือดไหลเปรอะเต็มใบหน้า
“ซี๊ด...” ความเจ็บปวดทำให้เขาได้สติ
ยามนี้เขาจึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า การที่ตนกล่าวตำหนิองค์หญิงน้อยต่อหน้าผู้คนเมื่อครู่ ถือเป็นการล่วงเกินเบื้องสูงแล้ว!
มิน่าเล่าฝ่าบาทจึงกริ้วถึงเพียงนี้
ไม่...มิใช่แค่ฝ่าบาท อ๋องสงครามนับแต่ฟื้นขึ้นมา หากมิใช่มีธุระสำคัญ เวลาอื่นก็จะเข้าประชุมขุนนางยามเช้าตรงเวลาเสมอ
เขาสัมผัสได้ชัดเจนว่า บริเวณที่อ๋องสงครามยืนอยู่นั้นเย็นเยียบราวถ้ำน้ำแข็ง ไอสังหารแผ่พุ่งเข้าปะทะใบหน้า
เว่ยอี้หม่านสะดุ้งเฮือก รีบกล่าวแก้ตัว “ฝ่าบาท กระหม่อมรู้ผิดแล้ว กระหม่อมไม่ควรใช้วาจาล่วงเกินองค์หญิงน้อย ขอฝ่าบาทและองค์หญิงน้อยโปรดเห็นแก่ที่กระหม่อมกระทำผิดเป็นครั้งแรก แล้วทรงละเว้นกระหม่อมด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
“ครั้งแรกหรือ?”
น้ำเสียงของจักรพรรดิอู่เหวินตี้เย็นเยียบ
“เช่นนั้นท่านราชเลขาธิการเว่ยยังคิดจะกระทำผิดอีกหรือ?”
