“เจ้าไม่ได้รับพระบัญชาให้นำทัพไปปราบศึกทางเหนือหรือ แล้วเหตุใดจึงวิ่งกลับมาเล่า?”
ฉู่เจามีทั้งความยินดีปรีดาและความสงสัยปะปนกัน
“รบไปได้สักพัก จู่ ๆ ก็ไม่อยากรบต่อแล้ว”
เยี่ยนเจวี๋ยพูดพลางเดินไป ก่อนจะอุ้มก้อนเนื้อน้อยขึ้นมานั่ง สายตาจับจ้องใบหน้าของฉู่จิ่วไม่วาง
ดวงตาหงส์คู่นั้นเต็มไปด้วยความยินดีที่ได้พบกันอีกครั้งหลังจากพรากจากกันเนิ่นนาน และความคิดถึงที่มีแต่จะเพิ่มพูน
“คิดถึงบ้าน ก็เลยกลับมา”
เยี่ยนเหิงพาดแขนไว้บนพนักเก้าอี้ด้านหลังฉู่จิ่ว แล้วเอนตัวเข้าใกล้นางอย่างเงียบงัน ราวกับประกาศสิทธิ์เหนือภรรยาต่อเยี่ยนเจวี๋ย
ฉู่เจามองตามสายตาของเยี่ยนเจวี๋ยไปยังฉู่จิ่วที่มีท่าทางอึดอัดขัดเขิน พลางเลิกคิ้วอย่างจนใจ อดเสียดายแทนเยี่ยนเจวี๋ยไม่ได้ “ไม่เป็นผู้พิทักษ์แคว้นแล้วหรือ?”
“เป็นสิ”
เยี่ยนเจวี๋ยยังคงจ้องฉู่จิ่ว ก่อนตอบฉู่เจาด้วยน้ำเสียงเนิบช้า
“แต่ข้ากินบทเรียนจากการสิ้นศัตรูแล้วเก็บคันธนูมามากพอแล้ว คืนตราประจำกองทัพ ก็แค่อยากกลับมาเป็นท่านกั๋วกงผู้ว่างงาน”
ก้อนเนื้อน้อยในอ้อมแขนของเยี่ยนเจวี๋ยเงยหน้ามองเขาอย่างพินิจ ส่วนก้อนเนื้อน้อยอีกคนก็ขยับเข้ามา มือเล็ก ๆ ยื่นมาลูบใบหน้าเขาอย่างใคร่รู้
“ท่านลุงหน้าตาเหมือนท่านพ่อของข้าจังเลย”
ในที่สุดเยี่ยนเจวี๋ยก็ยอมละสายตาจากฉู่จิ่ว ก้มมองก้อนเนื้อน้อยทั้งสองที่ล้อมอยู่ตรงหน้า แล้วแย้มยิ้มเจ้าเล่ห์ “ต่อไปก็เรียกข้าว่าท่านพ่อแล้วกัน ต่อไปพวกเจ้าก็เป็นซื่อจื่อน้อย”
ที่จริงแล้ว ชิงเยี่ยนกับชิงฉือมักแยกเยี่ยนเหิงกับเยี่ยนเจวี๋ยไม่ออกอยู่บ่อย ๆ สุดท้ายจึงเรียกคนนี้ว่าท่านพ่อ อีกคนก็เรียกว่าท่านพ่อเหมือนกัน เอาใจทั้งสองฝ่ายไว้ก่อน
