กลางขบวน มีผู้หนึ่งนั่งอยู่บนหลังม้าสีดำสนิท
ผู้นั้นสวมเกราะเงิน เต็มไปด้วยฝุ่นธุลีจากการเดินทาง แต่ก็ไม่อาจบดบังความสง่างามน่าเกรงขามได้ ใบหน้าของเขาแข็งแกร่งดุดัน เค้าโครงคิ้วและตาคล้ายเผยหลวนอวี้อยู่หลายส่วน ทว่ากลับเพิ่มความกร้านศึกและความแข็งกร้าวมากกว่า เอวและหลังของเขาตั้งตรง สายตามองตรงไปข้างหน้า สีหน้าเรียบเฉียบ ไม่อาจอ่านอารมณ์ได้ มีเพียงแนวกรามที่กระชับเป็นเส้นเฉียบคม
จิ้งหย่วนโหว เผยจ้ง
เผยหลวนอวี้ยืนอยู่ริมหน้าต่าง มองร่างที่ไม่ได้เห็นมานานนั้นด้วยใจล่องลอย
ตั้งแต่เด็กเขายึดถือบิดาเป็นแบบอย่าง ตระกูลเผยมีแม่ทัพมาหลายชั่วรุ่น เต็มเปี่ยมด้วยวีรชนผู้ภักดี อักษรสี่คำว่า ‘ปกป้องชาติพิทักษ์ประชา’ นั้น ฝังอยู่ในสายเลือดของชายชาตรีตระกูลเผย
เขาฝึกยืนท่าม้าเผยเมื่ออายุห้าขวบ เจ็ดขวบฝึกหมัดเท้า สิบขวบเริ่มเรียนเพลงดาบ ทวน ขี่ม้ายิงธนู เผยจ้งเข้มงวดกับเขามาก ฤดูหนาวฝึกท่ามกลางหิมะ ฤดูร้อนฝึกกลางแดดแผดเผา ไม่เคยให้เขาเกียจคร้าน
เผยหลวนอวี้ในตอนนั้น ฝันว่าวันหนึ่งจะได้สวมเกราะออกรบ เช่นเดียวกับบิดา ควบม้าผ่านสมรภูมิ ป้องกันแผ่นดินขยายเขตแดน เป็นแม่ทัพหนุ่มที่ผู้คนนับหมื่นเคารพยำเกรง
แต่บางครั้ง การมีความสามารถมากเกินไปก็เป็นความผิด
เผยจ้งสู้รบอยู่ทางเหนือสิบปี สร้างชื่อเสียงเกรียงไกร ทว่าก็สร้างความหวาดระแวงให้ฮ่องเต้เช่นกัน
‘ความดีความชอบสูงล้ำจนบดบังนาย’ สี่คำนี้เป็นเหมือนดาบคมที่ห้อยอยู่เหนือศีรษะ หากตระกูลเผยยังมียอดขุนพลหนุ่มที่เก่งกล้าสามารถและเป็นที่รักของทหารออกมาอีก ก็เท่ากับการพาตัวเองไปสู่ความตาย
ดังนั้น ท่านโหวน้อยเผยจึงทำได้เพียงเป็นลูกคุณหนูเจ้าสำราญที่เอาแต่ชนไก่พนม้า โอหังก้าวร้าว และหาเรื่องไปวัน ๆ