ร่างของเซี่ยฉือเยว่แข็งเกร็งเล็กน้อย นางเงยหน้ามองเขาแวบหนึ่ง ก่อนเอ่ยเสียงเบา “ใช่เพคะ”
สายตาของนางเลื่อนไปยังขบวนเสด็จที่อยู่เบื้องหลังเขา ก่อนจะถามว่า “พี่องค์รัชทายาทกำลังจะไปที่ใดหรือเพคะ?”
“เพิ่งออกมาจากห้องทรงพระอักษร” เยี่ยนซวี่ฉีมองนาง “ได้ยินว่าเจ้ามาเข้าวัง จึงแวะมาพบ”
เซี่ยฉือเยว่ชะงักไปเล็กน้อย
นางเงยหน้าขึ้นพอดีกับที่สบตาเขา
ในดวงตาของชายหนุ่มมีรอยยิ้ม เขาไม่ได้ปิดบังความรู้สึกของตนแม้แต่น้อย
หัวใจของเซี่ยฉือเยว่ไหววูบเบา ๆ ไม่นานนางก็ก้มหน้าลง ปลายหูแต้มสีแดงระเรื่อ
เยี่ยนซวี่ฉีมองท่าทางของนาง รอยยิ้มที่มุมปากยิ่งลึกซึ้งขึ้น
เขารู้ดีว่าความผูกพันระหว่างนางกับเยี่ยนซวี่หัวยังไม่จางหายไปเสียหมด และก็รู้ว่าตนไม่อาจเร่งรัดนางจนเกินไป
แต่หญิงใจแข็งย่อมพ่ายให้ชายที่ตามตื๊อไม่เลิกรา
บัดนี้เยี่ยนซวี่หัวทำให้นางเจ็บช้ำใจแล้ว นี่จึงเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่เขาจะค่อย ๆ เข้าใกล้นาง
ส่วนเซี่ยฉือเยว่ก้มหน้า ซ่อนรอยยิ้มจาง ๆ ที่มุมปากเอาไว้
วันนี้นางเข้าวังมาเยี่ยมฮองเฮาเป็นเรื่องหนึ่ง
ส่วนการมาพบเขา คงเป็นอีกเรื่องหนึ่งกระมัง
เซี่ยฉือเยว่เข้าใจหลักการเล่นว่าวดี
หากขึงสายตึงเกินไปก็ขาดง่าย หากปล่อยสายหย่อนเกินไป ว่าวก็ลอยสูงไม่ได้ มีแต่ต้องดึงบ้างผ่อนบ้าง จึงจะรั้งอีกฝ่ายไว้ในมือได้อย่างมั่นคง
“ข้าจะไปส่งเจ้าออกจากวัง”
เยี่ยนซวี่ฉีเอ่ยอย่างนุ่มนวล
เซี่ยฉือเยว่ยังไม่ทันตอบ โม่ชิงก็เดินเข้ามาอย่างรู้กาลเทศะ รับของพระราชทานเหล่านั้นจากมือไป๋จื่อไปแล้ว
“ท่านหญิง บ่าวจะช่วยยกไปไว้บนรถม้าให้ขอรับ”
เซี่ยฉือเยว่ถลึงตามองเยี่ยนซวี่ฉี
“ใต้ฝ่าพระบาททรงจัดการได้รอบคอบเสียจริง”
เยี่ยนซวี่ฉีมีสีหน้าไม่เปลี่ยน “เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย”
นางคล้ายถูกเขาทำให้พูดไม่ออก จึงทำได้เพียงส่งเสียงฮึเบา ๆ
“ขอบพระทัยเพคะ”
กล่าวจบ นางก็พาไป๋จื่อขึ้นรถม้า
