เจียงไหลกลับถึงบ้านตอนหนึ่งทุ่มพอดี เสิ่นสวินนั่งอยู่บนโซฟา มองเธอด้วยแววตาหม่นลึก
“ทำไมวันนี้กลับดึกจัง”
“แล้วทำไมคุณกลับมาเร็วล่ะ” เธอยังรู้สึกแปลกใจ เสิ่นสวินไม่ได้ไปรับหลินซูถงหลังเลิกงานทุกวันหรอกหรือ
เสิ่นสวินขมวดคิ้ว “คุณกำลังโทษฉันที่ช่วงนี้กลับบ้านดึกหรือไง”
“ไม่กล้าค่ะ” เจียงไหลเพิ่งวางกระเป๋าลง เสิ่นสวินก็ถามเรื่องลาออกของเธอทันที
“ยื่นใบลาออกแล้วค่ะ” เธอรินน้ำให้ตัวเองแก้วหนึ่ง ค่อย ๆ จิบ “ขั้นตอนต้องใช้เวลาหนึ่งเดือน”
“มีงานอะไรต้องส่งมอบเยอะขนาดนั้น ถึงต้องใช้เวลาตั้งหนึ่งเดือน” เสิ่นสวินมองแผ่นหลังผอมบางของเจียงไหล ขมวดคิ้วแล้วขมวดคิ้วอีก “อย่าบอกนะว่าคุณหลอกฉัน”
“คุณก็เซ็นรับทราบไปแล้ว ฉันจะมีอะไรให้หลอกคุณล่ะคะ ขั้นตอนของบริษัทใหญ่ก็ยุ่งยากแบบนี้ ฉันเองก็ทำอะไรไม่ได้”
เจียงไหลวางแก้วน้ำลง แล้วหันหลังจะเดินเข้าห้อง
เสิ่นสวินกลับรั้งชายเสื้อเธอไว้ “ฉันหิวแล้ว”
สายตาของชายหนุ่มเลื่อนจากตัวเธอไปยังห้องครัว
เจียงไหลหันกลับไปมองเขา สายตาค่อย ๆ ไล้ไปตามใบหน้าของชายหนุ่ม
เมื่อก่อนทำไมเธอถึงไม่เคยสังเกตเลยว่า เวลาพูดประโยคนี้ เสิ่นสวินเอาแต่ใจและวางอำนาจขนาดไหน
สิ่งเดียวที่เธอรู้มาตลอดคือ ห้ามปล่อยให้เสิ่นสวินหิว เขาเป็นโรคกระเพาะ ถ้าไม่กินข้าวตรงเวลาจะปวดท้อง
“ค่ะ รู้แล้ว”
พูดจบเธอก็เดินเข้าห้องไป เสิ่นสวินเห็นชายเสื้อที่อยู่ในมือหลุดลื่นออกไป จึงลุกขึ้นทันที ก้าวยาว ๆ ตามไปคว้าข้อมือเธอไว้
เขาพูดอย่างไม่พอใจ “รู้แล้วหมายความว่ายังไง”
“ก็หมายความว่าฉันได้ยินแล้วค่ะ”
เธอเงยหน้าสบตาเสิ่นสวินที่แฝงความโกรธ สามีผู้อ่อนโยนแสนดีในอดีตของเธอ ช่างเหมือนความฝันในฟองสบู่ที่เพียงแตะเบา ๆ ก็แตกสลาย
“ไปทำมื้อเย็น วันนี้ฉันอยากกินซุปปลา”
