เสี่ยวเชี่ยนเองก็นานทีจะเจอเจียงไหลสนใจเรื่องอื่นนอกจากงานวิจัยและสามีของตัวเอง เธอเลยเล่าเรื่องกฎลับ ๆ ของการซื้อของแถมจากแบรนด์หรูให้ฟังรัวเป็นชุด
เจียงไหลฟังจนใจลอย ในหัวมีแต่ภาพสามีที่ไม่กลับบ้านทั้งคืน และผ้าพันคอผืนที่จู่ ๆ ก็หยิบออกมาจากกระเป๋าเมื่อเช้า โดยไม่มีห่ออะไรหุ้มห่อเลย
เธอมองไปทางที่หลินซูถงเดินจากไปอีกครั้ง พลางพูดอย่างครุ่นคิดว่า "กระเป๋าของผู้เชี่ยวชาญหลินดูใหม่เอี่ยมเลยนะคะ"
"ก็แน่ล่ะ เพิ่งซื้อเมื่อคืนนี้เอง" เสี่ยวเชี่ยนรีบเสริม
เจียงไหลหันมองเธอ
ศาสตราจารย์เฉิงก็ถามขึ้นว่า "รู้ได้ยังไงกัน"
"ตอนเที่ยงบังเอิญเจอผู้อาวุโสจี้กำลังคุยกับผู้เชี่ยวชาญหลินพอดี ผู้อาวุโสจี้ก็สังเกตเห็นกระเป๋าในมือเธอเหมือนกัน เลยเตือนให้ผู้เชี่ยวชาญหลินระวังเรื่องภาพลักษณ์หน่อย ผู้เชี่ยวชาญหลินบอกว่าเพื่อนให้มาเมื่อคืน จะไม่ใช้ก็เสียดายน้ำใจคนอื่น" เสี่ยวเชี่ยนถอนหายใจ "กระเป๋าใบละเป็นล้านนะ เพื่อนฉันอยู่ไหนกัน!"
เจียงไหลพึมพำคำว่า "เพื่อน" เบา ๆ เมื่อเช้านี้เฉินสวินก็พูดแบบนี้เหมือนกัน
แล้วถามต่อว่า "กระเป๋าใบนี้ของเธอ มีของแถมเป็นผ้าพันคอไหม"
เสี่ยวเชี่ยนบอกว่า "ไม่ใช่แค่นั้น มีเยอะกว่านั้นอีก ผ้าพันคอเป็นแค่หนึ่งในหลาย ๆ อย่าง แต่ผ้าพันคอแบบนี้ก็มีขายแยกนะ"
หัวใจของเจียงไหลขึ้น ๆ ลง ๆ ตามคำพูดของเสี่ยวเชี่ยน
"ศาสตราจารย์เฉิง เลี้ยงสังสรรค์เย็นนี้ฉันไม่ไปนะคะ พอดีที่บ้านมีธุระ"
ศาสตราจารย์เฉิงอึกอัก "เป็นเรื่องใหญ่ไหม"
เจียงไหล "ใหญ่มาก"
เหมือนฟ้าจะถล่มลงมาแล้ว
ศาสตราจารย์เฉิงปลอบเธอ "ถ้าอย่างนั้น ทางผู้เชี่ยวชาญหลินเดี๋ยวฉันไปจัดการเอง เธอจัดการเรื่องที่บ้านให้เรียบร้อยเถอะ ตอนนี้โครงการใกล้จะเสร็จแล้ว ไม่ยุ่งเท่าเมื่อก่อนแล้ว ไม่ต้องมาที่สถาบันวิจัยทุกวันแบบก่อนหน้านี้แล้ว ถ้ามีเรื่องสำคัญพวกเราจะติดต่อไป"
"ค่ะ" เจียงไหลสวมหน้ากากอนามัย แล้วเดินออกไปตามลำพัง
เธอไม่ได้กลับบ้าน แต่นั่งแท็กซี่มาที่ตึกสตาร์ยูเทค แล้วก็บังเอิญเจอเฉินสวินซึ่ง ๆ หน้า
แต่ เฉินสวินไม่เห็นเธอ
อาจเป็นเพราะเธอใส่หน้ากากอนามัย หรืออาจเป็นเพราะช่วงเลิกงานคนเยอะมาก แล้วเฉินสวินก็ยุ่งอยู่กับการคุยโทรศัพท์
แต่พวกเขาเป็นสามีภรรยากันมาสี่ปีนะ...
เฉินสวินเดินผ่านหน้าเธอไป
เธอหันหลังเดินตามไป พอเข้าใกล้ขึ้นอีกนิด ก็ได้ยินบทสนทนาทางโทรศัพท์ของเขา
"เธอจะไปเลี้ยงสังสรรค์ งั้นก็ไม่ต้องให้ฉันไปรับเธอเลิกงานใช่ไหม" เฉินสวินหยุดเดิน
เธอก็หยุดตาม
"ได้ เธอเลี้ยงเสร็จแล้วส่งข้อความมา ฉันจะไปรับ" เฉินสวินหันหลังเดินผ่านหน้าเจียงไหลไปอีกครั้ง
ตอนใกล้ถึงลิฟต์ ร่างของเฉินสวินชะงักเล็กน้อย ในหัวแวบผ่านเงาราง ๆ เงาหนึ่ง
เขาหันกลับไป
"ประธานเฉิน คุณหาอะไรอยู่ครับ" ผู้ช่วยถาม
เฉินสวินส่ายหัวนิดหนึ่ง เขาคงตาฝาดไป เจียงไหลน่าจะอยู่ในครัวที่บ้านตอนนี้ ไม่น่ามาปรากฏตัวอยู่ใต้ตึกบริษัทของเขา
คืนนี้เขาไม่กลับไปกินข้าว ส่งข้อความบอกเจียงไหลให้ทำกับข้าวน้อยลงหน่อยดีกว่า
ติ๊งต่อง
เจียงไหลได้รับข้อความ จ้องมองตัวอักษรสั้น ๆ บรรทัดนั้นอย่างเงียบงัน
เธอไม่ได้กลับบ้าน รอต่อไปจนเฉินสวินลงมาจากตึกอีกครั้งแล้วจากไป เธอก็นั่งแท็กซี่ตามไป
เจียงไหลยืนอยู่อีกฝั่งถนน มองหลินซูถงที่เดินออกมาจากประตูหมุน แล้วโอบแขนสามีของเธออย่างเป็นธรรมชาติ หัวเราะพูดคุยกันแล้วขึ้นรถไป
สามีของเธอเปิดประตูรถให้ผู้หญิงอื่นด้วยตัวเอง ยังเอามือป้องหัวให้อีก ท่าทางระมัดระวังเหลือเกิน แววตาอ่อนโยนและลึกซึ้งถึงเพียงนั้น
เจียงไหลเคยเห็นท่าทีอ่อนโยนของเขา แต่ไม่เคยเห็นแววตาที่ลึกซึ้งเช่นนี้ เหมือนน้ำตาลที่ละลายเหนียวหนึบเกาะติดอยู่กับผู้หญิงคนหนึ่ง ไม่ยอมคลาดสายตาไปไหน
รถแล่นผ่านหน้าเธอไป ทิ้งฝุ่นไว้ข้างหลัง
ในรถ เฉินสวินขมวดคิ้วอีกครั้ง หันมองออกไปนอกหน้าต่าง
หลินซูถง "อาสวิน มองอะไรน่ะ"
"ไม่มีอะไร" เฉินสวินคิดว่าตัวเองคงพักผ่อนไม่พอแน่ ๆ ไม่อย่างนั้นทำไมถึงรู้สึกเหมือนเห็นเจียงไหลครั้งแล้วครั้งเล่า
ไม่รู้ว่าเจียงไหลกินข้าวดีหรือเปล่า ชายหนุ่มใจลอยคิด
เจียงไหลที่อยู่ริมถนนตัวแข็งทื่อ ควานหาผ้าพันคอผืนนั้นราคาสี่พันในกระเป๋า
แต่งงานมาสี่ปี นี่คือของขวัญที่แพงที่สุดที่เฉินสวินเคยให้เธอ
แต่มันคือของแถม
เป็นหนึ่งในของแถมจากกระเป๋าใบละล้านที่ซื้อให้หลินซูถง
เล็บของเจียงไหลจิกลงไปในฝ่ามือตัวเองแรง ๆ ผ่านผืนผ้าพันคอ ราวกับว่าทำแบบนี้ หัวใจจะได้ไม่เจ็บปวดมากนัก
ยังไม่ทันได้เศร้าโศกต่อไป โทรศัพท์ก็ดังติด ๆ กันเหมือนเร่งเอาชีวิต
เป็นน้องสามี เสิ่นซี โทรมา
พอรับสาย อีกฝั่งก็ส่งเสียงสะอื้นไห้ดังลั่น "พี่สะใภ้ ฮือ ๆ ๆ..."
คนตระกูลเฉินดูถูกเธอที่เป็นเด็กกำพร้ามาตลอด โดยเฉพาะหลังจากเฉินสวินประสบความสำเร็จ ทุกคนต่างก็คิดว่าเธอไม่คู่ควรกับเฉินสวิน
น้องสามี เสิ่นซี ยิ่งเรียกชื่อเธอตรง ๆ โหวกเหวกโวยวายใส่เธอ
จะมีก็แต่ตอนก่อเรื่องแล้วไม่กล้าบอกพี่ชายแท้ ๆ ถึงจะยอมเรียกเธอว่าพี่สะใภ้อย่างเสียไม่ได้
"เกิดอะไรขึ้นอีก" เจียงไหลถามเรียบ ๆ
เสิ่นซีขับรถชนคน ต้องจ่ายค่าชดใช้และค่ารักษาพยาบาลล่วงหน้า ส่วนตัวเองก็ไม่ได้ดีไปกว่ากัน ได้รับบาดเจ็บนอนอยู่บนเตียงคนไข้
เสิ่นซีในสายโทรศัพท์กำชับนักหนาว่าห้ามบอกคนในครอบครัว
เจียงไหลรับคำ แล้วรีบไปโรงพยาบาล
"ทำไมพี่มาช้าจัง หนูจะเจ็บตายอยู่แล้ว อืดอาดเชื่องช้าเหมือนเต่าเลย"
หวังดีรีบมา กลับโดนต่อว่าชุดใหญ่ เจียงไหลควบคุมสีหน้าไม่ได้ชั่วขณะ สายตาเย็นชาจ้องมองน้องสามี
เสิ่นซีอึ้งไป
เจียงไหลที่เคยเชื่อฟังครอบครัวพวกเธอทุกอย่างเปลี่ยนไปได้ยังไง กล้ามองเธอด้วยสายตาแบบนี้
"พี่จ้องหนู หนูจะบอกพี่ชายว่าพี่รังแกหนูนะ"
เสิ่นซีนึกถึงว่ามีพี่ชายคอยหนุนหลัง ท่าทางวางก้ามก็กลับมาอีกครั้ง
ใคร ๆ ก็รู้ว่าเจียงไหลรักพี่ชายของเธอสุดหัวใจ ยอมทำทุกอย่างเพื่อพี่ชาย อดทนได้ทุกอย่าง
"ถ้าไม่อยากให้หนูฟ้องพี่ชายล่ะก็..." เสิ่นซีกระพริบตาปริบ ๆ จู่ ๆ ก็ยิ้มหน้าตาน่ารัก "พี่สะใภ้ หนูหิวจะแย่แล้ว อยากกินโจ๊กปลากะพงแดงไม่ใส่น้ำซุป พี่ไปซื้อให้หนูหน่อยนะ"
โจ๊กชามละสองพัน ยังต้องจองล่วงหน้า
แต่ก่อนเป็นเธอที่ควักเงินซื้อให้เสิ่นซี คราวนี้เธอไม่อยากแล้ว
เงินที่ประหยัดให้เฉินสวินมาหลายปี ล้วนเข้าไปอยู่ในกระเป๋าของหลินซูถง
หัวใจของเธอเย็นเฉียบครั้งแล้วครั้งเล่า
"หนูบอกเขาเดี๋ยวนี้เลยก็ได้"
เจียงไหลไม่แยแส หันหลังเดินออกไป ให้พยาบาลโทรแจ้งเฉินสวินให้มา
ทางครอบครัวผู้เสียหายก็เอะอะโวยวายหนัก ถ้าเป็นเมื่อก่อน เธอคงเข้าไปปลอบและจัดการให้แล้ว
คราวนี้เธอไม่ขยับตัว ยืนมองดูอยู่ข้าง ๆ เหมือนคนนอก สายตาค่อนข้างเย็นชา ห่างเหิน กระทั่งพ่อแม่สามีร้อนใจมาถึง
ครอบครัวผู้เสียหายรู้ว่าเป็นพ่อแม่ของผู้ก่อเหตุ ก็กรูเข้าไปรุมทันที เรียกร้องเอาคำอธิบายบ้าง ค่าชดใช้บ้าง
พ่อแม่สามีทั้งสองแต่งตัวภูมิฐาน ขณะที่รังเกียจการเข้าใกล้ของคนอื่น ก็ร้อนใจจะไปหาลูกสาว เขย่งเท้ามองหาไปทั่ว พอเห็นลูกสะใภ้เจียงไหล ก็ถลึงตาใส่ก่อน แล้วอ้าปากจะโยนครอบครัวผู้เสียหายให้เธอจัดการ
เจียงไหลรู้เจตนาของทั้งคู่ จึงเบียดเข้าไปแล้วบอกว่า "คุณพ่อคุณแม่คะ หนูพาไปหาคุณเสิ่นซีค่ะ"
แล้วหันไปบอกครอบครัวผู้เสียหายทั้งหลายว่า "ทุกท่านวางใจได้ พี่ชายแท้ ๆ ของเสิ่นซีคือประธานเฉินแห่งสตาร์ยูเทค มีชื่อเสียงโด่งดัง ไม่มีทางปัดความรับผิดชอบแน่ สิ่งที่ควรรับผิดชอบพวกเราจะรับผิดชอบ"
คำพูดของเธอจริงใจ ทำให้อีกฝ่ายอารมณ์สงบลงเล็กน้อย
แต่พี่ชายผู้เสียหายจับประเด็นสำคัญได้ "สตาร์ยูเทคใช่ไหม ถ้าพวกคุณบ่ายเบี่ยงความรับผิดชอบ อย่าหาว่าพวกเราไปก่อกวนล่ะ"
คุณพ่อคุณแม่ตระกูลเฉินไม่พอใจอย่างมากที่เจียงไหลบอกบริษัทและตำแหน่งของลูกชายพวกเขา เมื่อกี้ก็ตั้งใจจะห้ามอยู่แล้ว พอได้ยินว่าพวกบ้านนอกนี่อาจไปตอแยลูกชายพวกเขา ก็ยิ่งมองเขม็งใส่เธอ
หลังจากมองพวกก่อกวนจากไปแล้ว คุณพ่อตระกูลเฉินก็พูดประชดเสียงเย็น "เมื่อก่อนไม่เห็นแกจะพูดเก่งแบบนี้"
คุณแม่ตระกูลเฉินรวบผ้าคลุมไหล่ แล้วต่อว่า "เจียงไหล เธอนี่มันดีนัก เงินก็หาไม่ได้ ลูกก็มีไม่ได้ กระทั่งดูแลน้องก็ไม่ได้ ถ้าเธอเสียโฉม หรือขามีปัญหาอะไรขึ้นมา จะให้เธอออกไปเจอหน้าคนได้ยังไง จะให้แต่งงานได้ยังไง เมื่อกี้ยังจะลากสามีตัวเองลงน้ำอีก มีเมียที่ไหนเขาทำแบบนี้"
"ทั้งโง่ทั้งใจร้ายที่สุด"
"ใจร้าย"
ตั้งแต่แต่งงานกับเฉินสวิน หน้าที่ดูแลเสิ่นซีก็ตกอยู่บนบ่าของเธอ เสิ่นซีแค่ถลอกนิดหน่อย พ่อแม่สามียังด่าเธอได้เป็นชุด
เธอทำงานหนักมาตลอดสี่ปี ไม่เคยปริปากบ่น ไม่เคยได้รับความเคารพ กลับกลายเป็นคำว่าใจร้ายงั้นหรือ
เจียงไหลกำหมัดแน่น อยากได้แต่เสียงหัวเราะเยาะ
"เสิ่นซีเป็นความรับผิดชอบของพวกคุณ เป็นของเฉินสวิน แต่ไม่ใช่ของฉัน"
คนที่เคยให้พวกเขาดุด่าได้ตลอด จู่ ๆ ก็เถียงกลับขึ้นมา คุณพ่อคุณแม่ตระกูลเฉินก็อึ้งไปเหมือนกัน แต่ไม่นานก็โกรธจัดกว่าเดิม
พวกเขาเป็นผู้อาวุโส เจียงไหลกล้าดียังไงมาล่วงเกิน
"ตราบใดที่แกยังอยู่กับลูกชายฉัน เรื่องของตระกูลเฉินก็คือเรื่องของแก" คุณพ่อตระกูลเฉินตะคอกใส่เธอเสียงดังลั่น "ยังจะยืนทื่อทำไม รีบเอาเงินไปจ่ายค่าชดใช้พวกนั้นซะ เรื่องบานปลายขึ้นมา กระทบอนาคตของเฉินสวิน"
"ฉันไม่มีเงิน" เจียงไหลยืดหลังตรง
"ไม่มีเงิน" คุณแม่ตระกูลเฉินได้ยินแล้วก็โมโห "ทรัพย์สินเป็นสิบ ๆ ล้านของลูกชายฉันอยู่ที่แกหมด แล้วแกยังกล้าบอกว่าไม่มีเงิน"
ตั้งแต่ลูกชายประสบความสำเร็จ ซื้อบ้านให้พวกเขา จ้างแม่บ้านให้แล้ว พวกเขาก็คิดจะไปเที่ยวรอบโลก
น่าเสียดายที่ทุกครั้งที่ยื่นมือขอเงินลูกชาย ลูกชายก็บอกว่าไม่มี รอก่อน ๆ
ถามว่าเงินไปไหน ก็เงียบไม่พูด
สองตายายปรึกษากัน เงินนั่นต้องเป็นเจียงไหลที่คุมไว้แน่นหนาแน่ ๆ ดูชีวิตของลูกชายพวกเขาช่วงไม่กี่ปีนี้สิ ยากเข็ญอะไรปานนั้น
เสื้อผ้าดี ๆ ก็มีแค่ไม่กี่ตัว น่าสงสารชะมัด
"เขาบอกว่าเงินอยู่ที่ฉัน" ใจที่เย็นชืดอยู่แล้วของเจียงไหลจมดิ่งลงไปอีก "เขาให้ฉันแค่สามพันต่อเดือน ฉันเปิดบันทึกให้ดูได้"
"เสแสร้งอะไร ใครจะไปรู้ว่าเธอตัดต่อหรือเปล่า" คุณแม่ตระกูลเฉินไม่เชื่อเลย
คุณพ่อตระกูลเฉินขมวดคิ้วจ้องเธอ "เธอคงไม่ได้เอาเงินของเฉินสวินไปเล่นหุ้น แล้วเจ๊งหมดแล้วใช่ไหม"
เจียงไหลโกรธจนหน้าชา "พวกคุณจะเชื่อไม่เชื่อก็ตาม ฉันไม่มีเงิน เงินของเฉินสวินก็ไม่ได้อยู่ที่ฉัน"
สิ้นคำพูด เธอกำลังจะหมุนตัวจากไป ก็หันไปเจอ
เฉินสวินมาแล้ว
เพียงแต่ครั้งนี้ เขาไม่ได้มาเพียงลำพัง เขาพาหลินซูถงมาด้วย
ร่างของเจียงไหลชะงัก สี่ตาสบประสานกัน
สีหน้าของเฉินสวินก็หยุดนิ่งชั่วขณะ จากนั้นก็เดินเข้ามาหาพวกเธอ ถามเรียบ ๆ ว่ามายืนทำอะไรกัน
คุณแม่ตระกูลเฉินข้าง ๆ จำหลินซูถงได้ในทันที เมื่อครู่ยังมีท่าทีดุเดือดรุนแรง กลับกลายมาเป็นใจดีน่าเอ็นดูขึ้นมาทันใด จูงมืออีกฝ่ายทักทายไม่หยุด
"ซูถงนะ ไม่เจอตั้งหลายปีเลย เป็นยังไงบ้างที่เมืองนอก อาหารเมืองนอกไม่อร่อยใช่ไหม ดูสิ ผอมลงเยอะเลย แต่ก็ยังสวยอยู่ดี"
"คุณอา ยังสาวยังแส่ว กระฉับกระเฉงเหมือนเดิมเลยนะคะ สภาพผิวก็ดีมากด้วย" หลินซูถงชมเสร็จ ก็ทำสีหน้าขอโทษ "ในโทรศัพท์ได้ยินว่าคุณเสิ่นซีประสบอุบัติเหตุ หนูมาแบบรีบร้อน เลยไม่มีของขวัญติดไม้ติดมือมาฝากคุณอาและคุณลุงเลย คราวหน้าหนูไปเยี่ยมที่บ้านแทนนะคะ"
"ดีสิจ๊ะ" คุณแม่ตระกูลเฉินปรารถนาอย่างยิ่ง
หลินซูถงยิ้มบาง ๆ แล้วจู่ ๆ ก็เดินเข้าไปหาพวกเธอ "อาสวิน ไม่แนะนำให้ฉันรู้จักหน่อยเหรอ"
เฉินสวินมีแววตาอ่อนโยน "ซูถง นี่คือ... ภรรยาของฉัน เจียงไหล"
"นี่คือเพื่อนสมัยมหาวิทยาลัยของฉัน หลินซูถง เธอเรียกเธอว่าคุณหลินก็ได้ ซูถงเป็นผู้หญิงที่ยอดเยี่ยมมากคนหนึ่ง"
"คุณผู้หญิงเฉินก็ชื่อเจียงไหลเหมือนกันเหรอ"
หลินซูถงยกยิ้มมุมปากแดง ใช้สายตาสำรวจผู้หญิงตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้า ในแววตามีร่องรอยของการดูแคลนที่ปกปิดไว้ไม่มิด
"ก็บังเอิญอยู่นะคะ ในโปรเจกต์ที่ฉันดูแลอยู่ก็มีคนหนึ่งชื่อเจียงไหลเหมือนกัน"