นางเฉียนหน้านิ่วคิ้วมุ่น ทีแรกก็คิดไม่ถึงว่าหวังหงเซี่ยจะมีความคิดเป็นของตัวเองขนาดนี้ ไม่ยอมเดินตามทางที่นางวางไว้ให้เลยสักนิด แล้วยังหลานชายก็เข้าข้างฝ่ายนั้นอีกต่างหาก
นางบอกว่าจะเลี้ยงดูตนเองแก่เฒ่าเหรอ? ฮึ การเลี้ยงดูก็มีหลายแบบ ในเมืองได้กินเนื้อดื่มน้ำแกง ฟังงิ้วถึงจะเรียกว่าเลี้ยงดู กลับไปที่หมู่บ้านนั่งรอความตายใต้ต้นหูกวางใหญ่หัวหมู่บ้านก็เรียกว่าเลี้ยงดู แล้วแบบนี้มันจะเหมือนกันได้ยังไง?
ถ้าพวกเขาไม่ยอมอยู่เมือง แล้วแบบนั้นก็ต้องพาตนเองกลับบ้านเกิดสินะ? นางเป็นคนที่เคยชื่นสุขสบายมาแล้ว จะให้กลับไปทนทุกข์ในชนบทอีกนี่ไม่เท่ากับเอาชีวิตนางไปทิ้งหรือไง?
ช่างเป็นคนโง่สองคนจริงๆ ไม่รู้จักอยู่เมืองให้สุขสบาย ดันอยากกลับบ้านนอก! พวกเจ้าอยากกลับก็เรื่องของพวกเจ้า ข้าไม่กลับแน่นอน!
ดูท่าทางเฉียวฮุ่ยฝั่งนั้นก็ทิ้งห่างไม่ได้มากเกินไป อย่างน้อยนางก็แน่ใจว่าจะอยู่เมือง คนสองคนนี้จะกลับบ้านนอก ตนเองยังต้องพึ่งเฉียวฮุ่ยทำข้าวหุงหาอาหารปรนนิบัติอีก
เอ๊ะ นี่หรือชะตากรรม? ชีวิตข้าช่างโชคร้ายจริงๆ! คนที่พึ่งพาได้ก็ไม่เชื่อฟัง คนที่เชื่อฟังก็ไร้ความสามารถ!
นางเฉียนใช้ไม้เท้าพยุงตัวยืนขึ้น ไม่มองคนทั้งสองอีกต่อไป สั่นเสียงตะโกนออกไปนอกหน้าต่างว่า “ต้าจ้วง ต้าจ้วง เข้ามาส่งอาสาวกลับบ้านหน่อย”
หวังหงเซี่ยรู้ว่านางโกรธ แต่ยังพูดย้ำอย่างแข็งกร้าวว่า “อาสะ เรื่องนี้ตัดสินแล้วนะ อย่าไปพูดอะไรกับต้าจ้วงพร่ำเพรื่อ”
