ผู้คนล้วนมองไปยังองค์ชายรองและชายารองด้วยสีหน้าตกตะลึง กษัตริย์ถึงกับเบิกพระเนตรกว้าง ทรงแสดงความฉงนพระทัย
เมื่อคราก่อนพระองค์ทรงทราบดีว่าองค์ชายยังคุกรุ่นด้วยรักต่อนางเซินหนิงอวิ๋น ถึงกระนั้นก็ยังคงอภิเษกกับนางเซินหนิงอวิ๋นเป็นพระชายาองค์ต่อมา ประการหนึ่งเพื่อคานอำนาจตระกูลเซิน อีกประการหนึ่งก็เพราะเชื่อมั่นเป็นแน่ว่าองค์ชายคงลืมนางเซินหนิงอวิ๋นได้ในไม่ช้า
ชายชาติทแกล้วทหารย่อมมุ่งไปทั่วสารทิศ ความรักใคร่เพียงน้อยนิดจักเป็นสิ่งใดได้ อีกทั้งด้วยสถานะองค์ชายแห่งราชวงศ์ ความรู้สึกลึกซึ้งยิ่งเลื่อนลอยไร้แก่นสาร ไม่ควรค่าแก่การเอ่ยถึง
กษัตริย์ทรงใช้พระทัยตนเองประมาณผู้อื่น เข้าใจไปเองว่าองค์ชายคงปล่อยวางได้นานแล้ว หาไม่คาดคิดเลยว่าในตระกูลไป๋หลี่กลับกำเนิดบุรุษผู้หลงใหลในรัก ถึงกับละทิ้งขนบจารีต แม้ล่วงเลยมากว่าสิบปียังคงเฝ้าคะนึงหาพระมารดาเลี้ยงอย่างไม่รู้ลืม
“เจ้าองค์ชายรอง เจ้า...เจ้าช่างไร้อนาคตเสียจริง!”
กษัตริย์ตรัสดังลั่นด้วยความเดือดดาลใส่องค์ชายรอง จากนั้นจึงหันไปทางชายารอง
“สกุลหลาน...แล้วก็เจ้า!”
ชายารองเห็นกษัตริย์จ้องตนด้วยสายตาโกรธเกรี้ยว แต่ในใจนางหาได้หวาดหวั่นไม่ นางมองออกแจ่มแจ้งนักว่าคืนนี้สถานการณ์มั่นคงแน่นอนแล้ว ทุกสิ่งหาได้ขึ้นอยู่กับกษัตริย์อีกต่อไป
“ฝ่าบาท หม่อมฉัน...ไม่ บ่าวเป็นหญิงที่นิสัยชอบเสรี มิอาจทนเก็บตัวอยู่ในเรือนในได้ และความมั่งคั่งเกียรติยศ อำนาจบารมีสำหรับบ่าวแล้ว ก็หาได้มีค่าแม้แต่น้อย”
“เมื่อฝ่าบาทพระราชทานสมรส องค์ชายรองทรงแจ้งแก่บ่าวอย่างชัดเจนแล้วว่าในพระทัยมีผู้หนึ่ง ทรงหลงใหลไม่เปลี่ยน ทรงสัญญาว่าจักไม่ทำให้นางผิดหวัง”
“หม่อมฉันในฐานะหญิงสกุลหลาน แม้จะหมายมั่นในทิวเขางามทั่วหล้า แต่มิอาจกล้าทำเรื่องเนรคุณ ยังมิทันทดแทนบุญคุณที่ให้ชีวิตและเลี้ยงดู”