องค์ชายสามทอดพระเนตรแผ่นหลังของไท่จื่อด้วยแววตาตะลึงงัน จู่ๆ ก็ยันองค์ลุกพรวดขึ้นแล้วเปล่งสุรเสียงว่า “เสด็จพี่!”
ฝีเท้าของไท่จื่อชะงักลงเล็กน้อย ทว่าหาได้หันพระพักตร์กลับมามิได้
ประเดี๋ยวก่อนนั้น พระองค์ทรงเห็นเงาของตนเองในคำทำนายของเมิ่งกูเซวี่ย จากองค์ชายสาม ที่ต้องดื่มยาพิษจนสิ้นพระชนม์
หวาดกลัวจนตัวสั่น ว่าราชบุตรแห่งสวรรค์จะไม่ทรงละเว้นแก่เสด็จแม่ แต่ในความโศกาอาดูรอันใหญ่หลวง ก็เกินกว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไป สุดท้ายจึงได้จำนนต่อชะตากรรมอันน่าเวทนานั้น
ยามนี้ องค์ชายสามก็หาได้กำลังก้าวย่างอย่างสะดวกสบาย หาได้ถูกเปลวเพลิงแผดเผาจิตใจอยู่งั้นหรือ?
“องค์ชายสาม เจ้าจงพักผ่อนเสียให้ดีเถิด เรื่องอาการป่วยกับตำรับยา เมื่อคัดลอกเสร็จแล้ว ให้ผู้อื่นนำมาส่งยังวังตะวันออกก็พอ”
ไท่จื่อตรัสพลางดำเนินต่อออกไปข้างนอก เพียงชั่วเค่อเดียวก็มิอาจอยู่ต่อได้อีก
วันนี้พระองค์ทรงได้รับการกระทบกระเทือนพระทัยมากเกินไปแล้ว ขอเพียงประทานเวลาอีกหนึ่งราตรี พระองค์จะกลับมาเยือกเย็นลงได้โดยสมบูรณ์
ทว่า ในขณะที่ไท่จื่อกำลังจะก้าวล่วงธรณีประตูพระตำหนักหลักนั้นเอง ด้านหลังกลับมีเสียงถ้วยยาหงายคะมำดังขึ้นมา
ไท่จื่อทรงหันกลับไปอย่างรวดเร็ว กลับเห็นองค์ชายสามสลัดผ้าคลุมทิ้ง พระองค์ทรงชนชามยาล้มคว่ำ เดินโซซัดโซเซไล่ตามมา พลางเปล่งสุรเสียงออกมาว่า
“เสด็จพี่! กระหม่อมมีเรื่องจะกราบทูล!”
ไท่จื่อทรงเกรงว่าองค์ชายสามจะประชวร จึงทรงรีบวกกลับมาประคองพระวรกายองค์ชายสาม พลางถอนพระทัยแผ่วเบาว่า
“องค์ชายสาม พอเถิด......พอเถิด......”
องค์ชายสามทรงสดับเช่นนั้น ก็เงยพระพักตร์ขึ้นมาทันที
พระองค์เป็นผู้ที่สุขุมลุ่มลึกยิ่ง จึงทรงเข้าใจความหมายที่แฝงลึกในพระดำรัสของไท่จื่อในทันใด
องค์ชายสามทอดพระเนตรไท่จื่อ ใบหน้าอันซีดขาวเกินไปของพระองค์ บัดนี้กลับมีเลือดฝาดขึ้นมาเพราะความตื่นเต้น