ในบรรดาผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์ทั้งหมด มีเพียงหวงเผยที่เฝ้ามองฮ่องเต้หยงไม่วางตา เช่นเดียวกับไท่จื่อที่เข้าใจถ้อยคำแผ่วเบาของฮ่องเต้หยง
วัดปกปักอารักขาหรือ?
ฝ่าบาทตรัสถึงวัดปกปักอารักขากับองค์ชายรัชทายาทหรือ?
หวงเผยเห็นฮ่องเต้หยงกล่าวจบประโยคนี้แล้วก็ก้มศีรษะลง เห็นได้ชัดว่าถึงขีดจำกัดเต็มที
ในใจเขาเป็นกังวลอย่างที่สุด พลันหันไปมองไท่จื่อโดยไม่ได้ตั้งใจ เมื่อเห็นสีหน้าตกตะลึงของไท่จื่อ สมองก็เกิดประกายความคิดขึ้นมาในทันใด
หลายวันก่อน ตอนที่ฝ่าบาทยังทรงพระสติสัมปชัญญะ ได้ทรงส่งเขาไปที่วัดปกปักอารักขาเป็นพิเศษ มีรับสั่งให้เขาทำลายลานคืนวิญญาณถวิลถิ่นเสียด้วยมือของเขาเอง
ในตอนนั้นเขาคิดแต่เพียงว่าฝ่าบาททรงยอมปล่อยวางพระสนมอวี๋เฟยได้แล้ว จิตใจเต็มเปี่ยมด้วยความยินดีและความคาดหวัง ฉะนั้นจึงมิได้ไตร่ตรองคำสั่งนี้ของฝ่าบาทมากนัก
ทว่ายามนี้ ในที่สุดเขาก็ตระหนักถึงพระประสงค์ของฝ่าบาท!
เมื่อครั้งที่ฝ่าบาทเผชิญหน้ากับฮองเฮา ก็ทรงคาดการณ์ไว้แล้วบางประการ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดโปงชาติกำเนิดขององค์ชายรอง หรือโศกนาฏกรรมที่วัดปกปักอารักขา ล้วนเป็นฝีมือขององค์ชายรัชทายาททั้งสิ้น
เช่นนี้แล้ว เขาซึ่งเป็นขันทีใหญ่ข้างกายฝ่าบาท กลับเดินทางไปวัดปกปักอารักขาในยามที่องค์ราชันทรงพระประชวร องค์ชายรัชทายาทจะไม่ใส่ใจได้อย่างไร!
คิดมาถึงตรงนี้ หวงเผยก็ค่อยๆ อ้าปากกว้าง
ฝ่าบาททรงจงใจให้องค์ชายรัชทายาทเห็นลานคืนวิญญาณถวิลถิ่น!
ในตอนนั้นฝ่าบาททรงรู้สึกตัวแล้วว่าทรงพระองค์ไม่ชอบมาพากล บางทีอาจทรงกังวลว่าจะเกิดภาพเช่นวันนี้ขึ้น และทรงทราบว่าองค์ชายรัชทายาทจิตใจอ่อนโยน จึงอาศัยลานคืนวิญญาณถวิลถิ่น ตัดขาดสายสัมพันธ์พ่อลูกอันน้อยนิดสุดท้ายที่องค์ชายรัชทายาทมีต่อพระองค์
ฝ่าบาท... ฝ่าบาทในยามนี้ทรงรวบรวมพระกำลังทั้งหมด เพื่อตรัสเพียงคำว่าวัดปกปักอารักขา ก็เพื่อให้องค์ชายรัชทายาทแข็งใจลงมือกับพระองค์นั่นเอง!
ความคิดดำเนินมาถึงจุดนี้ หวงเผยก็ตัวสั่นเทาสะท้าน มือเท้าเย็นเยียบ ทันใดนั้นเขาพลันหันกายคุกเข่าลงตรงหน้าไท่จื่อ แล้วคืบคลานเข้าหาทีละก้าว จากนั้นก็คว้าชายเสื้อของไท่จื่อไว้แน่น